แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แพ้ท้อง ตั้งครรภ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แพ้ท้อง ตั้งครรภ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คำแนะนำในการปฏิบัติตัวของคุณแม่ เมื่อมีอาการแพ้ท้อง

คำแนะนำในการปฏิบัติตัวของคุณแม่ เมื่อมีอาการแพ้ท้อง
จากคำแนะนำของคุณหมอ ที่ผมพาทิพย์ไปฝากครรภ์ รพ.นวมินทร์ 9
1) อย่าปล่อยให้คุณแม่มือใหม่ท้องว่าง ควรมีขนมปังแครกเกอร์แบบเค็มๆไว้ข้างเตียงนอนเสมอ เมื่อคุณแม่ตื่นขึ้นมาให้รับประทานทันที แล้วนอนต่อสัก 15 นาทีก่อนที่จะลุกขึ้น อาการแพ้ท้องมักเกิดขึ้นในตอนเช้าหลังจากที่คุณแม่เพิ่งตื่นนอนและท้องว่าง
2) หลีกเลี่ยงของทอดและผลไม้ดอง ไม่รู้จะหลีกเลี่ยงได้หรือเปล่านะครับ ชอบจัง แต่อย่างไรก็ขอให้เป็นผลไม้เปรี้ยวแบบสด ๆจะดีกว่าครับ
3) เนื่องจากคุณแม่อาจรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน หากมีอาการแน่นท้อง ลองรับประทานอาหารแบ่งเป็นมื้อย่อยๆแต่รับประทานหลายๆมื้อ ในแต่ละมื้อรับประทานเพียงน้อยๆก็พอ จะช่วยให้คุณแม่ได้รับอาหารเพียงพอต่อความต้องการโดยไม่ฝืนใจจนเกินไปนัก คุณแม่อาจแบ่งมื้ออาหารออกเป็น 5 – 6 มื้อต่อวัน
4) ดื่มน้ำให้มาก แต่อย่าดื่มน้ำร่วมกับอาหารหรือหลังอาหารทันที ให้ดื่มน้ำก่อนหรือหลังอาหารประมาณ 30 นาที
5) หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิร้อนจัดหรือเย็นจัด หากเครื่องดื่มทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน ลองรับประทานผักผลไม้ เช่น ผักกาดหอมเพราะจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มาก
6) รับประทานน้ำผลไม้ใส่น้ำแข็ง เชอร์เบท ไอศกรีม โยเกิร์ต นมปั่น
7) แม้ว่า ว่าที่คุณแม่จะไม่รู้สึกหิว แต่ควรพยายามบังคับให้ตัวเองรับประทาน เพราะการที่ท้องว่างจะทำให้คุณอาเจียนได้ง่ายกว่าที่มีอาหารอยู่ในท้อง
8) อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงจะรับประทานได้ง่ายกว่า เช่น ขนมปังแห้งๆ กรอบๆ ธัญพืช หรือข้าวสวย
9) การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงบางชนิดอาจทำให้คุณแม่ไม่สบายท้อง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู คุณแม่อาจลองรับประทานไข่ต้มสุกๆ แทนน่าจะดีขึ้น
10) หลีกหนีให้ไกลจากกลิ่นที่ทำให้ท้องของคุณปั่นป่วน หากจำเป็นต้องปรุงอาหารให้เปิดหน้าต่าง เปิดพัดลมดูดกลิ่น
11) วิตามินเสริมที่มีส่วนประกอบของธาตุเหล็กทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ ดังนั้น หากคุณแม่ที่เคยมีอาการแพ้ท้องรุนแรงมาก่อนอย่าลืมแจ้งให้คุณหมอทราบด้วย วิตามิน B จะช่วยให้อาการแพ้ท้องดีขึ้น ดังนั้น คุณหมออาจสั่งวิตามิน B complex หรือ B6 ให้ ส่วนทิพย์ ทาน Active 8 ของแอมเวย์ ครับ
12 ) หากทุกวิธีที่กล่าวมาไม่ได้ผลสำหรับคุณแม่ และคุณแม่รู้สึกอ่อนเพลียวิงเวียนและรู้สึกไม่สบายมาก อย่าใช้ยาอะไรที่คุณหมอไม่ได้สั่งให้โดยเด็ดขาด แม้ว่าคุณแม่จะรู้สึกว่ามันเป็นยาธรรมดาที่ใช้ประจำ ไม่มีอันตรายใดๆ เพราะยาบางชนิดอาจมีส่วนประกอบที่คุณไม่ทราบ ให้ปรึกษาแพทย์ที่เราไปฝากครรภ์ครับ

วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

มหัศจรรย์แห่งชีวิต.......

ทิพย์เล่าถึงความมหัศจรรย์แห่งชีวิตน้อย ที่เริ่มมีสัญญาณชีพเต้นชัดเจน หลังจากเธอตื่นขึ้นมา เธอสังเกตเห็นว่าตัวเองมีหัวใจเต้น 2 ดวง ดวงหนึ่งอยู่เป็นหัวใจเธอเอง อีกดวงเป็นหัวใจของลูกน้อยที่เต้น ก็เป็นไปตามตำราที่ได้ร่ำเรียนกันมาครับ ในเดือนที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ทารกที่อยู่ในครรภ์เริ่มมีหัวใจและหัวใจเริ่มทำงานสูบฉีดโลหิตไปทั่วร่างกายของทารก โดยตัวอ่อนในเดือนนี้ความยาวประมาณ 9 cm น้ำหนักแค่ 18 กรัม เป็นมนุษย์ตัวจิ๋ว โดยทารกเริ่มเคลื่อนไหวได้และจะเคลื่อนไหว ตีลังกาได้ตั้งแต่ปลายเดือนที่ 3 คุณแม่มือใหม่บางท่านอาจจะกังวลว่า ทำไมท้องเราไม่โต คุณแม่ครับ ลูกแค่ 9 เซ็นติเมตรนะครับ นน.แค่ 18 กรัม ไม่ต้องกังวล ในปลายเดือนที่ 3 ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์จะเยอะมากเป็นพิเศษ ช่วงนี้คุณแม่จะวิงเวียน อาเจียนบ่อย เหมือนหนังไทยครับ นางเอกรู้ว่าตัวเองตั้งท้องก็ 3 เดือนขึ้นไป ......

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อาการแพ้ท้อง ..และการแก้ไข อยากให้ทิพย์หายแพ้เร็ว ๆ


อาการแพ้ท้องและการแก้ไข
โดย นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากวิภาวดี

อาการแพ้ท้อง เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ที่ตั้งครรภ์อ่อน ๆ (ภายใน 3 เดือนแรก) คือมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เป็นมากหรือน้อยในแต่ละคนแตกต่างกันไป ไม่ทราบกลไกการเกิดที่แน่นอนเชื่อว่าเกิดจากฮอร์โมนของการตั้งครรภ์ มักไม่มีอันตรายอะไร ยกเว้นคนที่อาเจียนมากจนรับประทานอะไรไม่ได้ทั้งวันหลายๆวันจนเกิดภาวะ ขาดอาหาร น้ำ และเกลือแร่

ทำอย่างไรไม่ให้มีอาการแพ้ท้อง เนื่องจากเราไม่ทราบสาเหตุของการแพ้ท้องจึงยังไม่สามารถป้องกันได้ แต่จากการสังเกตเราจะพบว่าเมื่อตั้งครรภ์จะมีอาการหิวบ่อย อ่อนเพลียง่าย ปัสสาวะบ่อยขึ้น มีความไวต่อกลิ่นต่าง ๆ โดยเฉพาะกลิ่นอาหารที่อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ (การชอบหรือไม่ชอบชนิดอาหารขณะตั้งครรภ์ อาจเปลี่ยนไปจากก่อนตั้งครรภ์)

ถ้าหิวแล้วบางคนจะกระวนกระวายมาก และถ้าไม่ได้รับประทานอาหารทันทีขณะหิวจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนรับประทานอะไรไม่ได้และหิวเป็นวงจรให้คลื่นไส้อาเจียนเรื่อย ๆ ได้ อาการแพ้ท้องมักมีมากขึ้นเมื่อร่างกายอ่อนเพลียด้วย

ข้อแนะนำ คือ
1. พักผ่อนให้เพียงพอทั้งทางร่างกายและจิตใจ

2. เมื่อหิวควรหาอาหารรับประทานทันที ไม่ควรรอเวลาหรือรอให้หิวจัด จะพบว่าจะเริ่มหิวทุก 2-3 ช.ม. ไม่ว่าจะรับประทานอาหารมากหรือน้อยก่อนหน้านี้ จึงควรนำอาหารที่ชอบ พกพาสะดวกติดตัวไว้ด้วยเสมอเพื่อหยิบรับประทานได้ทันทีที่หิว ไม่ควรรับประทานครั้งละมาก ๆ ควรรับประทานแค่หายหิวในแต่ละครั้ง ดื่มน้ำทีละน้อย บ่อย ๆ ป้องกันร่างกายขาดน้ำ

3. ในระยะนี้เลือกรับประทานอาหารที่ชอบก่อน ยังไม่ต้องคำนึงว่ามีประโยชน์มากน้อยเพียงใด

4. การรับประทานวิตามินรวมจะช่วยให้อาการแพ้ท้องดีขึ้น โดยเฉพาะวิตามินบี 6 ยังไม่ควรรับประทานยาบำรุงเลือดที่เข้าแร่เหล็ก เพราะจะทำให้คลื่นไส้ได้ เลือกรับประทานยี่ห้อที่มีกลิ่นรสที่เราชอบ

5. หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด มีเครื่องเทศมาก

6. ควรรับประทานอาหารเบาๆ (เช่น แครกเกอร์) และ/หรือ เครื่องดื่มอุ่น ๆ ก่อนนอน จะทำให้หลับสบาย ควรเตรียมไว้ที่ห้องนอน เผื่อลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกแล้วรู้สึกหิว จะได้ดื่ม-รับประทานได้ ตอนเช้าควรดื่มเครื่องดื่มที่เตรียมไว้ หรือรับประทานแครกเกอร์เมื่อตื่นนอนขึ้นทันทีก่อนลุกจากเตียงไปทำกิจวัตรประจำวัน

การรับประทานยาแก้แพ้ท้อง ยาที่ป้องกันอาเจียนมีหลายชนิด แต่ที่นับว่าปลอดภัยมีอยู่ 2-3 ชนิด ท่านควรปรึกษากับแพทย์ที่ดูแล

ถ้าแพ้ท้องมากจนเสียความสมดุลย์น้ำและเกลือแร่ ท่านจะมีอาการอ่อนเพลียมาก ควรนอนโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือแร่ทดแทน

เมื่อไรควรรีบไปโรงพยาบาลจากอาการแพ้ท้อง

1. เมื่อปัสสาวะออกน้อย (< 500 ซซ./วันหรือ 20 ซซ./ชม.) และมีสีเหลืองเข้ม

2. ดื่มน้ำไม่ได้เลยทั้งวัน

3. มีอาการหน้ามืดเมื่อลุกขึ้นยืน

4. อาการใจสั่น เต้นแรงมาก

5. อาเจียนมีเลือดปนออกมา แสดงว่ามีอาการแพ้ท้องมากเกิน เข้าเขตอันตรายแล้ว