วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายคุณแม่ สำหรับการตั้งครรภ์เดือนที่ 7

                 อาการท้องอืด มีลมในกระเพาะอาหารมาก และท้องผูกยังคงเป็นอาการที่รบกวนคุณแม่อยู่ ขนาดของมดลูกที่โตขึ้นจะดันกระเพาะอาหารขึ้นไป หากคุณแม่รับประทานอาหารแล้วแน่นท้องมาก ควรแบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยๆอีกครั้ง


                 ในไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์นี้ อาการบวมตามมือและเท้าเกิดขึ้นเป็นปกติ เพราะร่างกายสะสมน้ำไว้มาก อาจจะสังเกตได้จากแหวนที่คับมากขึ้น

                   ผิวหนังของคุณแม่จะแพ้ง่ายมากในช่วงนี้ อาจมีผื่นขึ้น หรือเป็นสิว ไม่ต้องกังวล แต่ถ้าหากเป็นมากควรไปปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

                  อัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้น เพราะหัวใจต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อที่จะสูบฉีดเลือดไปเลี่ยงร่างกาย รก และทารก ดังนั้นอัตราการเต้นของหัวใจของคุณแม่มักจะสูงกว่าปกติประมาณ 10 – 15 ครั้งต่อนาที คุณแม่บางท่านอาจถูกตรวจพบว่ามีเสียงผิดปกติของการเต้นของหัวใจ แต่มันจะหายไปเมื่อคลอดแล้ว

                 เต้านมของคุณแม่ยังขยายต่อไปอีก รวมถึงต่อมผลิตน้ำนมก็มีความพร้อมแล้วที่จะผลิตน้ำนมออกมาเลี้ยงทารก ในไตรมาสสุดท้ายนี้คุณแม่อาจมีน้ำนมสีเหลืองไหลออกมาเล็กน้อย เป็นเรื่องปกติ ข้อควรระวังก็คือระวังการกระตุ้นที่บริเวณนมเพราะจะทำให้มดลูกบีบตัวและเกิดการคลอดก่อนกำหนดได้

                 อาการปวดหลังของคุณแม่จะเป็นมากขึ้นและบางทีส่งผ่านลงไปที่ขาทั้งสองข้าง ครึ่งหนึ่งของหญิงตั้งครรภ์มีอาการปวดหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการตั้งครรภ์ดำเนินเข้าสู่ไตรมาสที่สาม อาการเจ็บที่หลังและส่งผ่านลงไปที่ขาอาจเกิดขึ้นได้จากการที่กระดูกสันหลังส่วนล่างนูนออก จากการที่ถูกมดลูกที่มีขนาดโตขึ้นดัน ทำให้เส้นประสาทเกิดการบาดเจ็บ หรือถูกกด หรือบางทีการที่คุณแม่ก้มยกของโดยท่าทางไม่ถูกต้อง หรือบิดตัวเร็วเกินไป อาจเป็นสาเหตุให้ปวดหลัง และบางครั้งอาการปวดหลังก็หายไปเมื่อทารกเปลี่ยนท่า

                 หากคุณแม่นอนเอนหลังลงไปแล้วทำให้ไม่สุขสบาย นั่นเกิดจากการที่มดลูกที่มีขนาดใหญ่ลงไปกดอวัยวะต่างๆตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้เลือดที่ไปหัวใจมีปริมาณน้อยลง ลองนอนตะแคงจะช่วยให้รู้สึกสบายมากขึ้น

                  คุณแม่จะเริ่มลุกจากเตียงลำบากขึ้น ให้นอนตะแคงก่อนแล้วใช้มือช่วยดันตัวขึ้นมาหากคุณแม่มีอาชีพที่จำเป็นต้องยืนนานๆ อาจขอถุงเท้าที่ช่วยพยุงขาจากคุณหมอ หรือพยาบาล เนื่องจากอาการของเส้นเลือดขอดอาจเป็นมากขึ้น

วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553

ทิพย์ตั้งครรภ์เข้าสู่เดือนที่ 7 แล้วครับ ( สัปดาห์นี้ก็สัปดาห์ที่ 27 )

           สัปดาห์ในเป็นสัปดาห์ที่ 27  แล้วของการตั้งครรภ์ของทิพย์  ช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าที่คุณแม่ไม่สบาย ต้องเข้ารับการรักษาอาการไข้หวัด  ไอ  เจ็บคอ ตอนนี้อาการของไข้หวัดหายแล้วครับเหลือแต่อาการไอเล็กน้อย เมื่อวันพุธที่ผ่านมาหมอก็เลยจับตรวจดูสุขภาพทารกในครรภ์ของว่าที่คุณแม่หลังจากไม่สบาย ทุกอย่างปกติก็เลยโล่งครั้ง ตอนนี้กลับมาดิ้นเหมือนเดิม ช่วงที่คุณแม่เป็นไข้ดิ้นน้อยมาก ทำให้ว่าที่คุณแม่กังวล อาจเป็นเพราะฤทธิ์ยาที่คุณแม่ทานลงไม่ ครับ ทั้งแก้อักเสบ ยาต้านไวรัส  และยาสามัญประจำตัวหญิงตั้งครรภ์ ยาพารา เวลาปวดเป็นไข้  สัปดาห์นี้ผมต้องให้ว่าที่คุณแม่โด๊ปหนัก ๆ ขอให้ทานนมให้วันละ 1 ลิตร ชดเชยช่วงที่ป่วย

         ในเดือนที่เจ็ดนี้ทารกมีน้ำหนักประมาณ 1.1 กิโลกรัม และยาวประมาณ 26 เซนติเมตรแล้ว ส่วนยอดของมดลูกอยู่บริเวณกึ่งกลางระหว่างสะดือกับใต้อก ตอนนี้ทารกมีไขมันมาสะสมตามร่างกายมากขึ้น ผิวหนังถูกปกคลุมด้วยไขสีขาวที่ช่วยปกป้องผิวหนังจากน้ำคร่ำ หากคลอดทารกในตอนนี้ ทารกยังมีโอกาสรอดชีวิตได้สูงภายใต้การดูแลพิเศษในโรงพยาบาล


            สมองได้มีการพัฒนาขนาดโตขึ้นมาก และมีชั้นไขมันที่ปกคลุมเส้นประสาททั้งหมดเอาไว้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการรับส่งกระแสประสาทได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ทารกสามารถเรียนรู้ได้ สมองมีการพัฒนาส่วนที่จะใช้คิดคำนวณ และตอนนี้ทารกสามารถรู้สึกเจ็บ ร้องไห้ เมื่อถูกกระตุ้นด้วยเสียง หรือแสง ทารกจะตอบสนองโดยการลืมตา จะเห็นว่าทารกมีพฤติกรรมเกือบจะเหมือนกับทารกที่ครบกำหนดแล้ว

              เสียงดังจากภายนอกมีผลต่อทารกในครรภ์ ทารกจะได้ยินเสียงนั้น และมีรายงานการวิจัยซึ่งพบว่าเสียงดังทำให้ทารกมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น แม้แต่เสียงเพลงที่ดังเกินไปก็ตาม ดังนั้นคุณแม่ที่ทำงานในโรงงานที่มีเสียงเครื่องจักรดังๆ ควรปรึกษากับหัวหน้าเพื่อย้ายไปทำงานในจุดอื่นซึ่งเงียบสงบระหว่างการตั้งครรภ์ หรือการขอลาพัก

             ตอนนี้ทารกขดตัวอยู่ในท้องคุณแม่เนื่องจากตัวเริ่มโตขึ้นและยาวขึ้น ทำให้พื้นที่มีจำกัด อย่างไรก็ตามทารกยังสามารถที่จะเปลี่ยนท่าได้ในขณะที่ทารกกำลังเคลื่อนไหว เนื่องจากปริมาณน้ำคร่ำน้อยลง คุณแม่จึงสามารถรู้สึกได้จากการเคลื่อนไหวของทารกได้อย่างชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวนั้นขึ้นอยู่กับว่า ทารกอยู่ในท่าใด ตำแหน่งของรก และโครงสร้างร่างกายของคุณแม่เองบางครั้งชัดเจนมากจนสามารถมองเห็นจากผนังหน้าท้องของคุณแม่ได้เลย ลองให้คุณพ่อวางมือลงบนหน้าท้องในช่วงเวลาเย็นที่คาดว่าทารกจะมีการเคลื่อนไหวมากที่สุด บางทีคุณพ่ออาจสามารถรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของทารกจากโลกภายนอก

             ทารกสามารถรับรู้รสชาติได้ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเชื่อว่าปุ่มรับรสของทารกที่อยู่ในครรภ์สามารถรับรู้รสได้ดีกว่าตอนที่อยู่ในโลกภายนอกเสียอีก

             สารหล่อลื่นภายในปอดของทารกหรือ Surfactant ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทารกสามารถหายใจในโลกภายนอกได้ โดยที่สารหล่อลื่นนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ถุงลมเล็กๆนั้นแฟบติดกัน แต่สารหล่อลื่นนี้จะมีปริมาณมากพอก็ต่อเมื่อทารกมีอายุครบกำหนดแล้ว หากทารกคลอดก่อนกำหนด อาจเกิดภาวะหายใจลำบากขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคลอดเร็วก่อนกำหนดมากๆ การตั้งครรภ์โดยมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องคลอดก่อนกำหนด เช่น มารดามีภาวะความดันโลหิตสูง มีทารกในครรภ์มากกว่าสองคน แพทย์อาจให้ยาฉีดแก่แม่เพื่อช่วยเพิ่มระดับของ Surfactant ในปอดของทารกในครรภ์ได้ แต่ถ้าหากถุงน้ำแตกก่อนกำหนด หรือคลอดก่อนกำหนดโดยที่ไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อน กุมารแพทย์อาจพิจารณาให้ surfactant สังเคราะห์แก่ทารกเมื่อหลังคลอดทันทีเพื่อป้องกันการแฟบติดกันของถุงลมทำให้เกิดภาวะหายใจลำบาก

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรใช้ยารักษาสิว

                 ขอเตือนคนที่กำลังเป็นคุณแม่ที่รักสวยรักงาม และกลัดกลุ้มกับปัญหาเรื่อง “สิว” ที่มากวนใจ ต้องระมัดระวังอย่างหนัก จะหยิบจะจับยากินหรือทายารักษาสิวชนิดใด ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนนะคะ เพราะยารักษาสิวนั้นมีสิทธิ์อาจทำให้ลูกในท้องถึงขั้น พิการได้เลยทีเดียว!!
                  
                  ทั้งนี้ นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์อเมริกันบอร์ดสาขาโรคผิวหนัง และอาจารย์พิเศษภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เขียนบทความเรื่อง โรคสิวในเวชปฏิบัติ ในวารสารการแพทย์ (วารสารคลินิก) เดือนกุมภาพันธ์ เตือนเอาไว้ว่า
               ยารักษาสิวหลายตัวทั้งในรูปแบบทายาและยากิน มีผลเสียต่อเด็กในครรภ์ได้ โดยเฉพาะกลุ่มยาทาสิวที่ต้องระมัดระวังคือ ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ หรือ เรตินอยด์ ได้แก่ Tretinoin, Isotretinoin, Adapaleno ซึ่งยากลุ่มนี้ยังไม่ยืนยันความปลอดภัยสำหรับหญิงมีครรภ์ ส่วน Tazarolene นั้นห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์โดยเด็ดขาด
                  ส่วนยากินที่ใช้รักษาสิวและห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์ เด็ดขาด คือยากลุ่มเดตตร้าชัยคลิน ได้แก่ Tetracycline, Doxycycline และ Minoeyeline ซึ่งเป็นยากินรักษาสิวที่ใช้กันมาก เนื่องจากยาตัวนี้มีผลต่อกระดูกและฟันของเด็กอ่อนในครรภ์และเด็ก จึงห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์ และไม่ให้ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ขวบ หรือจนกว่าจะมีฟันแท้ ขึ้นครบ ส่วนยากินกลุ่มซัลฟา คุณหมอประวิตรก็ไม่แนะนำให้ใช้ในหญิงมีครรภ์ และยาสำหรับกินรักษาสิว กลุ่มฮอร์โมน เช่น Spironolactone, Cyproterone acetate ระหว่างกินยาชนิดนี้ก็ห้ามตั้งครรภ์ เพราะลูกน้อยในท้องที่เป็นเพศชาย มีสิทธิ์กระเดียดเป็นเพศหญิงได้
                 นอกจากนี้ คุณหมอประวิตรยังย้ำอีกว่า ยากินรักษาสิวที่มีผลเสียต่อเด็กทารกมากที่สุด เป็นเหตุให้เด็กต้องพิการหลายพันคนทั่วโลก คือ เรตินอยด์ หรือ Isotretinoin ยาตัวนี้จะทำให้เด็กทารกพิการ ดังนั้นสาวๆกำลังตั้งครรภ์ต้องจำขึ้นใจอย่าใช้ยาตัวนี้เด็ดขาด หรือใครที่คิดจะตั้งครรภ์ เคยใช้ยาตัวนี้ก็ต้องหยุดกินยาให้ครบ 1 เดือนก่อน การตั้งครรภ์จึงปลอดภัย และระหว่างให้นมลูกก็ห้ามใช้ยาตัวนี้ด้วยเช่นกัน รวมไปถึงห้ามบริจาคเลือดระหว่างกินยานี้ การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น ส่วนความผิดปกติที่พบร้อยละ 25-30 ของหญิงตั้งครรภ์ที่กินตัวยานี้ เด็กมีความผิดปกติในกะโหลกและใบหน้า หัวใจ ระบบประสาทส่วนกลาง
               ที่ต้องออกมาเตือนกันนั้น คุณหมอประวิตรบอกว่า เป็นเพราะในเมืองไทยสามารถหาซื้อยา ตัวนี้ได้ง่ายและไม่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์นั่นเอง!!


เนื้อหาจาก sanook.com

           

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ลูกเริ่มดิ้น ....ออกกำลังกายในครรภ์แม่ถี่ขึ้น

           หลังจากไม่ได้พบกับทิพย์นับได้ก็ 6 วันที่ผ่านมา  ได้อยู่ด้วยกันเมื่อคืนนี้ ท้องโตขึ้นเห็นได้ชัดเจนครับ ทิพย์บอกว่าลูกดิ้นถี่และชัดเจนขึ้นอาหารการกินช่วงนี้ทานได้เยอะขึ้น เมื่อคืนมีหิวกลางดึกแต่ว่าที่คุณแม่ไม่ได้ลุกขึ้นมาทานครับ รอถึงเช้าผมไปส่งที่ทำงานที่วังน้อย ตอนนั่งรถไปบ่นหิว สงสัยเมื่อคืนนี้น้องจะออกกำลังกายเยอะไปหน่อย ก่อนนอนผมเริ่มคุยกับลูก 6 วันที่ผ่านมาที่เราไม่ได้เจอกันพ่อไปทำอะไรมา เล่าเหมือนเล่านิทาน เสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ ลูกจะได้จำเสียงเราได้ หลังจากพูดคุยกับเขาเสร็จ ใช้มือลูบหน้าท้องทิพย์ และวางมือเบา สังเกตได้ชัดว่าน้องดิ้นแรง ๆ มือผมสัมผัสได้ประมาณ 6 ครั้ง และก็หยุดไป น่าจะหลับไปแล้ว วันนี้ว่าที่คุณแม่คนเก่งทำงานครับ ส่วนผมวันนี้พักผ่อนเพราะฝนเป็นใจ กะจะออกไปตั้งร้านแต่ฝนตกตอน 8.00 น. ขอเปลี่ยนใจ ทำงาน Online ที่ค้างอยู่แล้วกันครับ ไม่ได้ปรับปรุงร้านสมุนไพรทิพย์ หลายสัปดาห์แล้วครับ

วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ว่าที่คุณแม่...หญิงแกร่งสำหรับคุณแม่ของลูกผม

นับถึงวันนี้เป็นเวลา 6 วันแล้วครับ ที่ผมและทิพย์ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เช้าวันจันทร์ผมขับรถไปส่งเธอที่ บริษัท ฯ (วังน้อย )เย็นวันอังคารที่ 10 ส.ค. 53 ผมกลับบ้านต่างจังหวัดที่สกลนคร ไปทำธุรกิจส่วนตัว ( ดำนาช่วยแม่ ) กลับบ้านไปหาแม่ด้วยหลังจากกลับไปหาแม่ครั้งล่าสุด เมื่อสงกรานต์ เมษาที่ผ่านมา ทิพย์ทำงานถึงวันที่ 11 ส.ค.53 หยุดงาน 12 ส.ค.53 - 14 ส.ค.53 เช้าวันที่ 12 ส.ค. 53 ทิพย์เดินทางกลับบ้านที่สุพรรณ เป็นครั้งแรกของการเดินทางระหว่างการตั้งครรภ์ ลำบากนิดหนึ่งนะครับ เช้าวันที่ 12ส.ค. เธอเล่าว่ารอรถสองแถวหน้าโรงงานตั้ง 1 ชม.กว่ารถจะมาไปถึงศรีประจันต์ 10.00 น. แม่มารับ
วันนี้ เธอเดินทางกลับ เย็นนี้เจอกันให้หายคิดถึงครับ ต้องขอขอบคุณโทรศัพท์ ที่ทำให้เราติดต่อกันได้วันละหลาย ๆครั้ง พูดคุยสอบถาม เกี่ยวกับตัวเธอ และ ทารถน้อยในครรภ์ ครับ

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

9 เดือนมหัศจรรย์......กับครรภ์คุณภาพ (2)

โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น จัดโครงการอบรม"คุณแม่คุณภาพ" ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 เมื่อวันเสาร์ ที่ 24 เมษายน 2553 โดยมีการบรรยายให้ความรู้กับว่าที่คุณแม่ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจก่อนการคลอด ซึ่งช่วงที่ 1 "9 เดือนมหัศจรรย์ ... กับครรภ์คุณภาพ "โดย พญ.วิมลมาศ สุภาพร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติ-นรีเวช

9 เดือนมหัศจรรย์ ... กับครรภ์คุณภาพ

โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น จัดโครงการอบรม"คุณแม่คุณภาพ" ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 เมื่อวันเสาร์ ที่ 24 เมษายน 2553 โดยมีการบรรยายให้ความรู้กับว่าที่คุณแม่ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจก่อนการคลอด ซึ่งช่วงที่ 1 "9 เดือนมหัศจรรย์ ... กับครรภ์คุณภาพ "โดย พญ.วิมลมาศ สุภาพร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติ-นรีเวช


วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ตรวจครรภ์เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 53

           จากการตรวจครรภ์ทิพย์ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 53 ผลจากการอัลตร้าชาวด์ คุณหมอยังไม่สามารถบอกเพศได้ครับ น้องยังอายอยู่ครับ แต่ไม่เป็นไร สำหรับผมภาวนาให้ลูกเกิดมาสุขภาพร่างกายแข็งแรง น้ำหนักทิพย์ขึ้น 3.5 กิโลกรัม ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่หมอตั้งไว้สักเท่าไหร่ เพราะหมอบอกว่าให้ได้สัปดาห์ละ ครึ่ง กิโลกรัม ให้กำลังใจว่าที่คุณแม่ต่อไป ช่วงนี้ลูกโตขึ้นทุกวันอาจจะไปดันกระเพาะ ถ้าว่าที่คุณแม่ทานอิ่มก็จะอึดอัด แนวทางในการแก้ไขเบื้องต้นที่ทำได้ควรแบ่งมื้ออาหารออกครับ อย่าทานเป็นมือหนัก เช้า กลางวัน เย็น ควรย่อยออกมาอีกสัก 2-3 มื้อ รวมเป็น 6 มื้อต่อวัน  ว่าที่คุณแม่ของลูกก็ปฏิบัติตามอยู่ครับ  ในระหว่างเดือนที่ 5 -7 ลูกเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วผมก็เลยกำหนดให้ว่าที่คุณแม่พยายามทานนมให้ได้วันละ 750 ml . เป็นอย่างน้อย และช่วงนี้อาจมีอาการท้องผูกร่วมด้วย ทานผักผลไม้เยอะ ๆ เป็นผลดีต่อลูกและคุณแม่แน่นอนครับ

         สำหรับพัฒนาการของทารกน้อยเมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 24 ทารกจะมีความยาวประมาณ 13 นิ้ว มีน้ำหนักประมาณ 2 ปอนด์ และอวัยวะต่างๆได้มีการพัฒนาไปจนเกือบสมบูรณ์แล้ว


         ใบหน้าเล็กๆและเรียว ทำให้ดูตาโต และเมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 22 - 24 เปลือกตาเริ่มที่จะเปิดออกได้ ทารกจะสามารถลืมตาได้แล้ว และมีขนคิ้วขึ้นบางๆ

          หากในเดือนนี้คุณได้รับการตรวจอัลตร้าซาวด์ คุณอาจกำลังพยายามนึกถึงคนในครอบครัวว่าทารกจะคล้ายกับใคร แต่อย่าเพิ่งกังวลเพราะหน้าตาจะยังเปลี่ยนไปอีกมากกว่าจะคลอด

          ผิวหนังของทารกยังคงบางมาก แต่ตอนนี้ไม่สามารถมองทะลุลงไปเห็นเครือข่ายเส้นเลือดได้แล้ว ผิวหนังของทารกตอนนี้จะเห็นเป็นสีออกแดงระเรื่อ และอาจจะดูเหี่ยวย่นเนื่องจากยังมีไขมันมาสะสมตามร่างกายไม่มากนัก และต่อมเหงื่อได้มีการพัฒนาขึ้นภายใต้ผิวหนัง

         นิ้วมือกำลังพัฒนา ทารกของคุณมีลายนิ้วมือแล้วในตอนนี้เช่นเดียวกับนิ้วเท้า

           ทารกจะถูกล้อมรอบด้วยน้ำคร่ำ 500 มิลลิลิตร ซึ่งจะช่วยให้ทารกสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและช่วยให้ทารกสามารถพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคล้ายกับการซ้อมเคลื่อนไหว หรือออกกำลังกาย หรือบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสายให้หายเมื่อย ทารกสามารถเตะ ดูดนิ้ว หรือ อ้าปาก นอกจากนี้ทารกของคุณสามารถไอหรือสะอึกได้ด้วย แต่ไม่ต้องกังวลเพราะทารกสามารถช่วยตัวเองได้โดยกลืนน้ำคร่ำอุ่นๆเข้าไป เพราะนี่เป็นกลไกของธรรมชาติ

          ทารกยังสามารถตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวหรือเสียงดังจากภายนอกได้ กระดูกในหูของทารกเริ่มแข็งขึ้นและช่วยให้สามารถได้ยินเสียงต่างๆได้ดีขึ้น ทารกสามารถแยกเสียงที่เกิดขึ้นจากภายในมดลูกและจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ ดังนั้น หากจะเริ่มพูดคุยกับลูกในตอนนี้ลูกก็จะสามารถจดจำเสียงของคุณได้ ว่าที่คุณพ่อก็ควรเริ่มพูดคุยกับลูกด้วยเช่นกัน มีรายงานการวิจัยว่าเสียงทุ้มต่ำของคุณพ่อจะช่วยให้ลูกได้ยินได้ง่ายกว่าเสียงแหลมสูงของแม่

          บางทีการที่คุณมีกิจกรรมมากในแต่ละวันอาจทำให้พลาดโอกาสดีๆไป ควรหาเวลาพักบ้าง คอยสังเกตการเคลื่อนไหวของทารกว่ากำลังทำอะไรอยู่ภายในนั้น บางทีคุณจะรู้สึกได้ว่าการเคลื่อนไหว หมุนตัว เตะ หรือชก เกิดจากอวัยวะใดของทารก ส่วนที่นูนขึ้นมาตรงหน้าท้องของคุณคือส่วนไหน อาจทำให้คุณสามารถจินตนาการถึงกิจกรรมต่างๆของทารกได้

           อัตราการเต้นของหัวใจของทารกในขณะที่จะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 140 – 150 ครั้ง/นาที และตอนนี้อวัยวะทั้งหมดยกเว้นปอดสามารถทำงานได้แล้ว

         หากเราได้ทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองของทารกเมื่ออายุครรภ์ 24 สัปดาห์นั้น เราจะพบว่าเซลล์สมองได้มีการพัฒนาส่วนที่รับรู้สติและทารกจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าจากภายนอกมากขึ้น และได้มีการพัฒนาวงจรของการหลับและการตื่น

         ปอดของทารกตอนนี้ยังเต็มไปด้วยน้ำคร่ำ และยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาต่อไปอีกหลายสัปดาห์จนกว่าถุงลมปอดเล็กๆนั้นจะสามารถทำการแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้

         ระบบทางเดินอาหารมีการพัฒนาจนสามารถดูดซึมน้ำคร่ำได้และทำงานอย่างเป็นระบบ ทารกมีการกลืนน้ำคร่ำเข้าไปและขับถ่ายออกมาหมุนเวียนเป็นน้ำคร่ำใหม่

วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทิพบอก….ลูกเริ่มดิ้น แล้วครับ

สัปดาห์ที่ 20 ของการตั้งครรภ์ ช่วงนี้ว่าที่คุณแม่เริ่มใส่ชุดคลุมท้องน่ารัก น่ารัก แบบสาว ๆ แล้ว กว่าจะฝ่าด่านได้แต่ละด่านของจิตใจของว่าที่คุณแม่ยากส์ เอาการเหมือนกันสืบเนื่องจากความตั้งใจของเธอจะใส่ชุดคลุมท้องตั้งแต่วันจันทร์ที่แล้ว แต่ใส่แล้วมีคนแซว.....ความตั้งใจเลยหมดไป เราก็ให้กำลังใจตลอดแต่เราก็รู้ว่ามันยากส์นะเรื่องชนะจิตใจตัวเอง อย่างที่สุภาษิตบอก “จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว” ผ่านช่วงวันหยุดยาวเข้าพรรษาวันอาทิตย์ ที่ผ่านมาพาว่าที่คุณแม่ไปไหว้พระที่วัดหลวงพ่อโต มีผู้หลักผู้ใหญ่แนะนำมา ช่วงตั้งครรภ์ให้ทำบุญใส่บาตรบ่อยๆ อธิษฐาน ให้ลูกสุขภาพแข็งแรง เราสองคนก็พยายามทำเท่าที่โอกาสจะอำนวย อย่างให้เงินขอทานเราก็จะบอกลูกในครรภ์ด้วยว่าทำบุญ ไม่รู้ลูกจะทราบไหมแต่เราอยากให้ลูกเป็นคนที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่หวงของ สอนเรื่องการให้นะ
ช่วงนี้ว่าที่คุณแม่บอกว่าลูกดิ้นบ่อยขึ้นและจะดิ้นเป็นเวลา โดยจะสังเกตได้ช่วงหลักรับประทานอาหารเย็นแล้วนั่งพักผ่อน ...โดยเฉพาะเวลาที่มีการเปิดเพลงของ Beethoven ให้ลูกฟังในตอนเย็นก่อนนอน จะดิ้นเยอะเป็นความรู้สึกที่มีความสุขสำหรับว่าที่คุณแม่ครับ วันเสาร์นี้หมอ รพ.นวมินทร์ 9 นัดตรวจครรภ์ครั้งที่ 4
ผลเป็นอย่างไรจะแจ้งให้เพื่อนพ้องน้องพี่ที่ติดตามได้รับทราบครับ ปีนี้เพื่อน ที่เรียนมหาลัยขอนแก่นด้วยกันคลอดหลานรุ่นกัน 2 คนแล้วครับ ยินดีด้วยกับพี่เชาว์ได้ลูกสาว และ ลูกท่านผอ. นภ ได้ลูกสาวเหมือนกัน

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เพศสัมพันธ์ กับการตั้งครรภ์

บางคนอาจจะอายที่จะพูดถึงเรื่องนี้นะครับ ผมมีข้อมูลจาก คุณหมอท่านหนึ่ง ชื่อ นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์ บทความจาก E-Lib Online มาฝากครับ

แม้จะมีบทเรียนที่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า "เพศศาสตร์ศึกษา" อยู่ในหลักสูตรการศึกษาในหลายๆ ระดับ แต่ก็ไม่ทำให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะวัยรุ่นมีความรู้ลึกซึ้งเพียงพอ เกี่ยวกับอวัยวะเพศของตนเอง ความรู้เรื่องอวัยวะเพศของเพศตรงข้าม ยิ่งกว่านั้นความรู้เรื่องการร่วมเพศ การคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ ยังไม่เพียงพอที่จะมีผลในเชิงปฏิบัติในชีวิตจริง จึงเกิดผลเสีย ต่อสังคมโดยรวมมากมายหลายประการ รวมไปถึงเรื่องของการ ขาดความสุขในครอบครัว เนื่องจากคู่สมรสหรือสามีภรรยาไม่สามารถ มีความสุขหรือหาความสุขในชีวิตคู่ระหว่างกันได้

จากการสัมภาษณ์สูติแพทย์อาวุโสท่านหนึ่งคือ นายแพทย์อุดมศักดิ์ ศรีแสนงาม เพื่อขอความรู้จากประสบการณ์ที่ปฏิบัติงานด้านสูตินรีแพทย์ มายาวนานว่า
"ความสำคัญของความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา มีมากน้อยเพียงใด"

นายแพทย์อุดมศักดิ์ ศรีแสนงาม ตอบทันทีว่า
มีความสำคัญมาก แม้แต่เรื่องเล็กๆ คือ "การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์" ที่หลายคนมองข้าม ก็อาจเป็นปัญหาได้

พร้อมยกตัวอย่าง ผู้ที่เคยมาขอคำปรึกษาโดยตั้งนามสมมติว่า เป็นคุณสิวิกา วัย 23 ปี ที่กำลังจะเป็นคุณแม่ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2000 ตอนนี้ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 20 สัปดาห์แล้ว 5 เดือนที่ผ่านมา เธอมีอาการแพ้ท้อง (MORNING SICKESS) ชนิดรุนแรงมาก ชาวตะวันตกส่วนมากจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน มักจะเกิดขึ้นในเวลาเช้าๆ แต่สำหรับสาวชาวไทยปรากฏว่า ไม่จำกัดเวลา มักสำแดงอาการ "ฟ้องชาวบ้าน" ได้ตลอดวันไม่มีเลือกกาลเทศะ บางคนเป็นตลอดวัน วันละหลายๆ ครั้ง เช้า สาย บ่าย เย็น ไม่มีกำหนดแน่นอน โอ๊กๆ อ๊ากๆ คลื่นเหียนอาเจียนเป็นอาชีพเลย เห็นแล้วน่าสงสารมาก

นายแพทย์อุดมศักดิ์ ศรีแสนงาม เล่าต่อว่า เมื่อคุณสีวิกาตั้งครรภ์ ใกล้ครบ 6 เดือน ได้มาปรึกษาเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์ ควรจะต้องปฏิบัติอย่างไร เพราะตลอดเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา ที่คุณสีวิกาไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์กับสามีมาตลอด จนเธอเกรงไปว่า อาจจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างตัวเธอเองกับสามี เพราะถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพคล้าย "ปิดเทอม" อย่างนี้ต่อไป สามีอาจจะไปหาโรงเรียนใหม่ หรือบ้านใหม่แล้วหรือไม่

นายแพทย์อุมดศักดิ์ ศรีแสนงาม ยังได้เล่าถึง ความรู้สึกต้องการทางเพศของคุณสีวิกาเองว่า โดยความเป็นจริงแล้ว คุณสีวิกามีความรู้สึกต้องการมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น แต่ก็วิตกกังวลว่า จะมีอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือไม่ และโดยเฉพาะในช่วงที่เธอ ่มีอาการแพ้ท้อง คุณสีวิภาก็มีไฟปรารถนาเช่นเดียวกัน ซึ่งโดยหลักสรีรวิทยาแล้ว การตั้งครรภ์ทำให้เกิดการคั่งเลือดของอวัยวะเพศ หมายถึง มีเลือดมาหล่อเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ย่อมมีความต้องการทางเพศ เพิ่มขึ้นเป็นธรรมดา การร่วมเพศในระหว่างตั้งครรภ์ จึงไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด เพียงแต่ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ต้องเข้าใจร่วมกันว่า การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้จะต้องปราศจาก ความรุนแรงโดยสิ้นเชิง

นายแพทย์อุดมศักดิ์ ศรีแสนงาม ให้ความรู้อันเป็นประโยชน์ แก่สตรีตั้งครรภ์โดยทั่วไปเพิ่มเติมอีกว่า การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ควรมีข้อพึงระมัดระวัง 7 ประการคือ

1. ควรงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ในสองช่วงเวลา ระยะที่หนึ่งคือ ช่วงเวลาระหว่างการตั้งครรภ์ได้ 1-3 เดือนแรก เพราะการปฏิสนธิกำลังเริ่มต้นก่อตัวและยังอยู่ในภาวะที่อ่อนแอ การร่วมเพศในระยะนี้เป็นสิ่งที่ควรละเว้นเสีย เพื่อหลีกเลี่ยงการแท้ง
ระยะที่สองคือ หนึ่งเดือนก่อนครบกำหนดคลอดเพราะระยะนี้ ปากมดลูกอ่อนตัวมาก และมักเปิดได้บ้างเล็กน้อยในรายที่เคยมีบุตรแล้ว หากมีการร่วมเพศอาจไปกระตุ้นให้เกิดการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดจริงได้ เพราะฉะนั้น จึงควรงดการร่วมเพศเพียงถนอมสุขภาพมารดา และทารกในครรภ์

2. ควรระมัดระวังเรื่องความสะอาด เพราะอวัยวะเพศชาย มีเชื้อนานาชนิด อาจถูกปล่อยไว้ในช่องคลอดทำให้เกิดอันตรายได้ ภายหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ การป้องกันคือ การทำความสะอาดก่อน แต่ถ้ากลัวมากแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ส่วนการทำความสะอาดของฝ่ายหญิงไม่จำเป็นต้องสวนยา หรือสวนน้ำเข้าไปภายในช่องคลอดเพราะอาจเกิดอันตราย คือ การติดเชื้อโรคลุกลามเข้าไปสู่ทารกในครรภ์ได้ เพียงทำความสะอาด ภายนอกก็เพียงพอแล้ว

3. ในช่วงระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ฝ่ายชายสามารถลูบไล้หรือจับต้องฝ่ายหญิงได้ทั่วร่างกาย แต่ไม่ควรจับต้องอวัยวะเพศฝ่ายหญิง และการจับต้องลูบไล้นั้น ควรเป็นการสัมผัสโดยเบาๆ ด้วยมือเท่านั้น สำหรับสตรีที่มีหัวนมบอด ฝ่ายชายอาจกระตุ้นโดยการดูดหัวนทเบาๆ จะทำให้หัวนมยืดออกได้ เท่ากับเป็นการเตรียมหัวนมให้ลูกดูดได้ต่อไปด้วย และขอย้ำว่า การลูบการสัมผัส การดูดหัวนม ต้องทำด้วยความละมุนละไม ปราศจากความรุนแรงโดยสิ้นเชิง

4. ข้อควรระวังระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ก็คือ ฝ่ายชายจะต้องไม่ทิ้งน้ำหนักตัว กดทับลงบนหน้าท้องของภรรยา เพราะอาจจะเกิดการกระทบกระเทือนต่อมดลูกและทารกในครรภ์ได้ จะต้องใช้ความละมุนละไมโดยปราศจากความรุนแรงโดยสิ้นเชิงเช่นกัน และสูติแพทย์ประจำตัวของสตรีที่ตั้งครรภ์หลายท่านน่าจะสามารถ ให้คำแนะนำโดยละเอียดในท่วงท่าที่เหมาะสมในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ได้ ขอเพียงให้สามีและภรรยาที่ตั้งครรภ์มีความกล้าพอ ที่จะปรึกษาหารือในเรื่องนี้เท่านั้น

5. การมีเพศสัมพันธ์ควรมีกำหนดหรือข้อจำกัดอย่างไร คำตอบคือ ขณะตั้งครรภ์อายุ 3-6 เดือน ควรมีไม่เกินสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง พออายุครรภ์ได้ 5-8 เดือน ไม่ควรเกินเดือนละ 3 ครั้ง ต่อไปพออายุครรภ์ เดือนที่ 9 หรือเดือนสุดท้ายก่อนถึงกำหนดคลอด ไม่ควรเกิน 2 ครั้ง

6. ข้อกำหนดหรือข้อจำกัดดังกล่าวข้างต้นนั้น อาจไม่เพียงพอสำหรับความต้องการมีเพศสัมพันธ์สำหรับบางคู่สามีภรรยา ในกรณีเช่นนั้นสามีภรรยาน่าจะมีความเห็นใจ เข้าใจ และมีวิธีการ ที่จะช่วยเหลือปลดเปลื้องความต้องการเพศสัมพันธ์โดยวิธีอื่นๆ ซึ่ง นายแพทย์อุดมศักดิ์ ศรีแสนงาม ยินดีที่จะให้คำปรึกษาเป็นการส่วนตัว เพราะไม่บังควรที่จะบรรยายเรื่องรวมเหล่านี้ลงในบทความวิชาการ

7. ในช่วงหลังคลอดจะต้องทิ้งระยะเวลา ให้มดลูกมีการหดตัวเล็กลง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "รอให้มดลูกเข้าอู่" (INVOLUTION) คือ มดลูกหดเล็ก เข้าสู่อุ้งเชิงกราน ซึ่งจะใช้เวลาในระยะแรก 14 วัน แต่ถ้าจะหมายถึงกลับเข้าสู่สภาพเดิมอย่างแท้จริงก็จะใช้เวลา นานถึง 6 สัปดาห์ ดังจะเห็นว่าหลังคลอด สภาพร่างกายของสตรี ยังอยู่ในภาวะอ่อนแอกว่าปกติ จึงไม่ควรถูกรบกวนให้กระทบกระเทือน จากการมีเพศสัมพันธ์ และเพื่อความปลอดภัยของภรรยา สามีที่ดีควรจะอดมนรอให้พ้นระยะเวลา 6 สัปดาห์ที่ว่านี้ไปก่อน จึงจะเริ่มมีเพศสัมพันธ์ได้ปลอดภัย การมีเพศสัมพันธ์ก่อนกำหนด อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพของมดลูกของฝ่ายหญิงได้ การมีเพศสัมพันะก่อนเวลาอันควรอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นได้ในภายหลัง

จะต้องไม่ลืมว่า ตามหลักการของ มาสเตอร์และจอห์นสัน ที่กล่าวไว้ว่า
"ถ้าคู่สมรสไม่สามารถทำความเข้าใจกันได้ในเรื่องเพศแล้ว เรื่องอื่นๆ ในชีวิตสมรสก็อาจจะทำความเข้าใจกันไม่ได้เช่นกัน"

ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาที่ดีจึงสำคัญมาก คือ สามีภรรยาควรมีทัศนคติที่ดีต่อกันตั้งใจร่วมกันที่จะปฏิบัติหน้าที่ สามีภรรยาและหน้าที่บิดามารดาให้สมบูรณ์ มีความตั้งใจ และต้องการให้มีความสุขในเรื่องเพศ สามารถปรับความเข้าใจ ในเรื่องความต้องการทางเพศ ไม่นำโรคภัยมาสู่คู่ของตน รับผิดชอบต่อบุตรเมื่อพร้อมที่จะมีรวมทั้งรู้การคุมกำเนิด และการวางแผนครอบครัวเพื่อพัฒนาครอบครัวให้เจริญต่อไป

ข้อแนะนำสำหรับว่าที่คุณพ่อคุณแม่

1. หาความรู้เพื่อเกิดความเข้าใจกระบวนการตั้งครรภ์ การคลอด การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และการดูแลสุขภาพของคุณแม่ กับลูกเกิดใหม่ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรจะเรียนรู้ด้วยกัน ปรึกษาหารือกัน และหากเป็นไปได้ก็ควรสมัครเข้ารับการฝึกอบรมเตรียมคลอด และการเลี้ยงดูลูก ซึ่งจะทำให้มีโอกาสฝึกซ้อม รู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง และซักถามสิ่งที่ข้องใจกับแพทย์พยาบาลหรือผู้รู้อื่นๆ ให้คลายกังวล และมั่นใจมากขึ้น

2. สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับคุณหมอและสถานพยาบาล ที่จะเลือกไปฝากครรภ์และคลอด โดยคำนึงถึง
2.1 ความรู้ ความสามารถ ผลงานซึ่งรู้ได้จากผู้เคยได้รับการดูแล และวุฒิของคุณหมอ
2.2 ความเอาใจใส่ การให้การดูแลและความเต็มใจ ที่จะให้คำการปรึกษาแนะนำ ซึ่งจะรู้ได้จากประสบการณ์ การไปขอรับการตรวจ และหรือข้อมูลจากคนไข้เก่าของคุณหมอ
2.3 ความพร้อมของสถานพยาบาล ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือความสะอาดและความสะดวก ซึ่งเห็นได้ไม่ยาก เวลาไปเยี่ยมญาติหรือเพื่อนที่ไปคลอด และคำนึงถึงความสะดวก ในการเดินทางด้วย

3. หาข้อมูลและเตรียมเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งมักจะไม่สามารถกำหนด แน่นอนได้ เพราะการคลอดแต่ละครั้งอาจมีเหตุการณ์ หรือความจำเป็นต่างๆ ที่แตกต่างกัน

4. หลังจากตัดสินใจไปฝากครรภ์กับสูติแพทย์แล้ว ควรไปรับการตรวจและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ ควรรู้วิธีสังเกตอาการของตนเองและปรึกษาคุณหมอ เกี่ยวกับการฝึกหายใจ เตรียมคลอด เตรียมเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ตลอดจนการนัดหมายเพื่อเข้าโรงพยาบาลเวลาเจ็บครรภ์คลอด

5. ควรปรึกษาเกี่ยวกับวิธีการคลอด การใช้ยา โอกาสที่จะให้คุณพ่อ มีส่วนร่วมในกระบวนการคลอด และการดูแลลูกแรกเกิดด้วยตนเอง ให้มากที่สุด ตามความตกลงใจของคุณพ่อ คุณแม่ มิฉะนั้น คุณหมอคุณพยาบาลอาจมีความเข้าใจผิด คิดว่า คุณไม่ต้องการดูแลลูก เพราะเจ็บหรือเหนื่อยเกินไป จึง "ช่วย" ให้ยาระงับปวด ยาชา เพื่อลดความเจ็บปวดซึ่งมักทำให้ง่วง "ช่วย" พาลูกเกิดใหม่ไปเลี้ยงแทน ซึ่งเป็นความปรารถนาดีแต่อาจเป็นสิ่งที่คุณไม่อยากให้เกิดขึ้นก็ได้ เพราะหลายท่านอาจจะต้องการหลีกเลี่ยงยาระงับปวด อาจต้องการพบลูกเร็วที่สุด และต้องการฝึกดูแลให้นมลูกอย่างถูกวิธีตั้งแต่แรก ในเรื่องเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถเรียนคุณหมอคุณพยาบาลได้ เพื่อให้ประสบการณ์คลอดบุตรมีแต่สิ่งที่น่ายินดี และเป็นการวางรากฐานที่ดี ของชีวิตสำหรับสมาชิกครอบครัวคนใหม่ "ลูกคนแรก"

บทความ จาก http://www.elib-online.com หนังสือพิมพ์เดลินิวส์