วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เทคนิคหยุดหนูร้อง(ลูกร้อง) ....ตอนกลางคืน

คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเคยประสบปัญหาเจ้าตัวเล็กไม่ยอมนอน ร้องไห้งอแงตลอดทั้งคืน จนคุณพ่อคุณแม่ต้องตื่นมาผลัดกันอุ้มลูกน้อย และไม่รู้จะทำยังไงกับเจ้าตัวเล็กนี้ดีเพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กทารกแรกเกิด หรือแม้กระทั่งเด็ก 5 เดือนอย่างน้องแพรวาลองปฏิบัติกันดู สำหรับผมแล้วต้องใช้หลายเทคนิค ส่วนมากที่ผมใช้จะเล่นกับเขาก่อนนอนจนเขาเริ่มเพลีย เช็ดตัวทาแป้งก่อนนอน ตามด้วยนิทานสักเรื่อง แล้วดูดนมประมาณ 2 ออนน์ก่อนหลับ ส่วนมากได้ผลนะ แต่ก็มีบางครั้งไม่เอาอะไรตามขั้นตอนแบบนั้นก็มี ยิ่ง 5 เดือนเริ่มโกรธเป็น แสดงสีหน้าไม่พอใจได้ ยิ่งสุด ๆ ขึ้นเรื่อย ๆแต่ท่านกุมารแพทย์ก็มีข้อแนะนำนะครับ



กุมารแพทย์ฮาร์วีย์ คาร์ป (Harvey Karp) แนะนำว่า การจะทำให้เจ้าตัวเล็กหยุดร้องไห้ตอนกลางคืนให้ได้ผลนั้นต้องใช้หลัก 5 s ซึ่งเป็นหลักที่ได้รับการกล่าวขวัญอย่างมากในแวดวงฮอลลีวู้ด ในหมู่ดารานักแสดงที่มีเจ้าตัวเล็กคอยร้องขับกล่อมยามค่ำคืน พวกเค้าได้หยิบยืมหลักการเหล่านี้ไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นคุณลุงเพียร์ส บรอสนันด์,คุณป้ามาดอนนา และคุณน้าฮันเตอร์ ไทโล เป็นต้น ซึ่งต้องพบกับความแปลกใจ "โอ้...พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก"



5 วิธีหยุดหนูร้องไห้ตอนกลางคืน

1. ห่อหนูให้กระชับ (Swaddle)

แค่คุณแม่เอาผ้าห่มห่อตัวหนูให้อุ่น หนูก็หยุดร้องแล้ว พูดจริงๆ นะคะ อย่าลืมว่าหนูเคยอยู่ในท้องคุณแม่ และชินกับที่แคบๆ มานานหลายเดือน จู่ๆ จะให้หนูมานอนอ้างว้างข้างนอก หนูจึงยังไม่คุ้นเคย อีกทั้งตอนนี้มือเท้าของหนูก็ขยับไปมาได้แบบฟรีสไตล์แล้ว หนูจึงหวาดผวามากขึ้น แต่ถ้าคุณแม่ช่วยห่อตัวให้หนู หนูจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเหมือนกำลังอยู่ในรกของคุณแม่ไงล่ะ แต่อ๊ะ...อ๊ะ ระวังอย่าห่อหนูจนแน่นเกินไปล่ะ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าคุณแม่ร้องไห้แทนหนูไม่รู้นา



2. ให้หนูนอนตะแคงหรือนอนคว่ำ (Side / Stomach)

เวลาคุณพ่อคุณแม่อุ้มหนู ควรอุ้มให้อกหนูแนบเข้าหาตัวคุณพ่อคุณแม่ เพราะจะทำให้หนูรู้สึกสบายและอบอุ่นใจ อย่าอุ้มหนูแบบนอนหงายนะ ไม่งั้นหนูจะร้อง เพราะไม่มีอะไรอุ่นๆมาอยู่ตรงอกของหนู มันทำให้หนูรู้สึกไม่อบอุ่นและปลอดภัยเลย หรือหากคุณพ่อคุณแม่เมื่อยแขนแล้ว ก็ให้หนูนอนตะแคงก็ได้นะ และควรให้หนูกอดหมอนข้างด้วย เวลาหนูผวาก็ยังมีหมอนข้างอุ่นๆ อยู่ตรงอก เสมือนหนูมีอะไรกอดอยู่ตลอดเวลา มันทำให้หนูนอนสบายมากขึ้นค่ะ



3. กระซิบ ซือ.. ซือ.. เบาๆ ข้างๆ หูหนู (Sibilant)

ซือ.. ซือ..เป็นเสียงคล้ายๆ ตอนที่หนูอยู่ในท้องของคุณแม่ หนูจะได้ยินเสียงแบบนี้ ซึ่งทำให้หนูรู้สึกปลอดภัยคล้ายได้อยู่ในที่ที่เคยอยู่ กุมารแพทย์คาร์ปบอกไว้ว่า มันเป็นวิธีการที่ดีกว่าอุ้มหนูแบบเงียบๆ หรือเอาแต่ปลอบหนูไปเรื่อยๆ และหากคุณพ่อคุณแม่ทำเสียงไม่ได้ ก็ให้หนูฟังเสียงเครื่องดูดฝุ่นหรือเสียงเครื่องเป่าผมแทนก็ได้นะ แต่อย่าเป่ามาที่ตัวหนูล่ะ เพราะจะทำให้หนูรู้สึกร้อนจนร้องไห้มากขึ้น



4. แกว่งหนูไปมาสิ (Swinging)

คุณพ่อคุณแม่ลองอุ้มหนูแล้วแกว่งไปมาสิ พร้อมทั้งเอามือลูบหรือตบเบาๆ แล้วอย่าลืมเวลาอุ้มหนูจับคอหนูให้มั่นคงด้วยนะ เพราะคอหนูยังไม่แข็งเลย การอุ้มหนูอย่างรักใคร่ อบอุ่น มั่นคงทำให้หนูรู้สึกปลอดภัย สบายใจ หลับได้ง่าย ไม่ร้องไห้โยเย ขอแค่อย่าแกว่งหนูแรงมาก หรือหมุนตัว เพราะจะทำให้หนูเวียนหัว เลยร้องไห้ไปกันใหญ่



5. ให้หนูดูดนมแม่ด้วยก็ดีนะ (Sucking)

เมื่อหนูอยู่ในผ้าอ้อมหรือผ้าห่มที่ห่อตัวหนูเอาไว้ แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ทำตามวิธีการถัดมาดังที่กล่าวไว้แล้ว ไม่ว่าจะขั้นตอนใดก่อนหรือหลังก็ตามจนหนูสงบลง ไม่ร้องไห้โยเย ก็อาจจะให้หนูดูดนมคุณแม่ หรือใช้หัวนมปลอมสะอาดๆ ให้หนูดูดก็ได้ แต่จะให้ดีที่สุดก็ต้องเป็นนมของคุณแม่ เพราะท่าที่คุณแม่กอดหนูแนบอก หนูจะรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในรกที่โอบอุ้มหนูไว้ ยิ่งได้เห็นหน้าของคุณแม่ หรือมือน้อยๆ ของหนูสามารถจับหน้าอกแม่ หรือลูบตัวแม่ได้ หนูจะยิ่งสงบลงได้เร็ว



หลักปฏิบัติข้างต้นนี้ช่วยให้หนูสงบลงได้ แถมยังทำให้คุณพ่อคุณแม่มีเวลาพักผ่อนมากขึ้นอีกด้วย จะได้ไม่กระทบกับการทำงานของคุณพ่อคุณแม่ไงครับ

จากนิตยสาร http://www.motherandcare.in.th

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ภัยจากรถหัดเดิน

รถหัดเดินเสริมหรือทำลายพัฒนาการกันแน่

รถหัดเดินเด็ก” หรือ “Baby Walker”


รถหัดเดินเด็ก” หรือ “Baby Walker” เรียกได้ว่า เป็นของเล่นเด็กอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวไทยค่อนข้างมาก ทั้งนี้ก็เพราะคนไทยได้สืบทอดความเข้าใจจากอดีตที่ว่า “รถหัดเดินเด็ก” เป็นของเล่นที่จะช่วยเสริมพัฒนาการให้ลูกน้อยเดินได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังช่วยให้คุณแม่มีเวลาที่จะจัดการกับธุระคั่งค้างอยู่ได้สะดวกขึ้น

แต่หากจะกล่าวกันตามหลักพัฒนาการของเด็กแล้ว “รถหัดเดินเด็ก” นอกจากจะไม่ใช่สิ่งที่จะช่วยเสริมพัฒนาการในการเดินให้กับเด็กแล้ว ยังเป็นตัวทำลายพัฒนาการและก่อให้เกิดอันตรายได้อย่างรุนแรงมากอีกด้วย

เพราะการที่เด็กจะเดินได้หรือไม่ได้นั้น กล้ามเนื้อหลักคือ กล้ามเนื้อสะโพกและกล้ามเนื้อต้นขา แต่การใช้รถหัดเดินนั้น หากสังเกตดูดีๆ จะเห็นว่าขณะที่เด็กนั่งในรถหัดเดินนั้น เท้าเด็กจะไม่ถึงพื้นเต็มเท้า การเดินไปข้างหน้าจะเป็นไปในลักษณะของการเขย่งเท้าไปข้างหน้า ซึ่งการที่เด็กจะต้องเขย่งเท้าอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงที่ใส่รองเท้าส้นสูงเดินมากนัก นั้นคือกล้ามเนื้อที่ต้องทำงานอย่างหนักคือกล้ามเนื้อน่อง ผลที่ตามมาก็คือเกิดอาการเกร็งและเมื่อยล้าที่น่อง แต่กล้ามเนื้อน่องหรือขาช่วงล่างไม่ใช่กล้ามเนื้อหลักที่จะทำให้เด็กเดินได้ อีกทั้งเมื่อเด็กกลุ่มนี้เริ่มเดินได้เอง บางคนจะเดินในลักษณะเขย่งไปเขย่งมา ทั้งนี้ก็สืบเนื่องจากที่เขาได้รับการฝึกเดินที่ผิดๆ แบบนั้น

ที่สำคัญการใช้รถหัดเดินยังก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่อเด็กได้อย่างรุนแรง เพราะคุณแม่ส่วนใหญ่นิยมนำลูกหลานใส่รถหัดเดินในช่วงอายุ 9-10 เดือน ซึ่งช่วงนี้เด็กจะเริ่มเรียนรู้ว่าสิ่งของต่างๆ แม้จะหายไปจากสายตา แต่ก็ยังดำรงอยู่ เขาจึงชอบโยนของให้ตกลงบนพื้นแล้วก้มลงดู สิ่งที่มักจะเกิดขึ้น คือ เด็กบนรถหัดเดินจะเขย่งจนสุดตัว แล้วชะโงกดูของที่ตกลงบนพื้นจนรถพลิกคว่ำ หรืออีกกรณีหนึ่งก็คือ การที่เด็กจะเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วบนพื้นลื่นๆ เช่น หิดขัดหรือหินอ่อน เมื่อไปอยู่บนพรมหรือผ้าเช็ดหน้า ซึ่งมีความเสียดทานแตกต่างกัน จะเกิดการสะดุดก็จะทำให้หกล้มทันที บางรายเกิดอุบัติเหตุที่ศรีษะรุนแรงมากจนเลือดออกในกะโหลกศรีษะได้

ข้อมูลจากต่างประเทศสำหรับ “รถหัดเดิน” หรือ “Baby Walker” นี้ ในประเทศแคนาดาได้ถอดออกจากตลาดแล้ว หลังจากพบว่าทำให้เกิดอุบัติเหตุมากกว่าให้ประโยชน์ ขณะเดียวกันทางสมาคมกุมารแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาก็ไม่แนะนำให้ใช้รถหัดเดินสำหรับเด็กเลย เพราะโดยปกติเด็กก็จะค่อยๆเกาะยืน ยืนเองและเดินได้ด้วยตัวเขาเองอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่จะช่วยเสริมพัฒนาการในการเดินของเด็กๆ (หากต้องการ) น่าจะเป็นของเล่นหัดเดินที่เด็กสามารถเข็นไปข้างหน้าได้เอง (Walker toy หรือ Push car) มากกว่า หากจะใช้ของเล่นนี้ก็ควรใช้หลังจากที่เด็กสามารถยืนด้วยตัวเองได้แล้วและเริ่มจะโผก้าว ซึ่งการทรงตัวของเด็กในช่วงนั้นจะไม่ค่อยดี เด็กจะถลำตัวไปข้างหน้า ในระยะแรกต้องมีผู้ใหญ่มาคอยกันและเป็นแรงต้านอยู่ทางด้านหน้าด้วย (อาจทำได้ด้วยการที่ผู้ใหญ่เดินถอยหลัง และต้านของเล่นนี้ไปช้าๆ ขณะที่เด็กผลักมันไปข้างหน้า) เมื่อเด็กสามารถถ่วงน้ำหนักตัวเองได้สมดุลขึ้น ผู้ใหญ่ก็ค่อยๆลดแรงต้านลง จนเขาสามารถปรับสมดุลและเดินได้เองในที่สุด ในกรณีนี้กล้ามเนื้อหลักที่เกี่ยวข้องกับการเดินจะได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่


--------------------------------------------------------------------------------


ที่มา : นายแพทย์ทัศนวัต สมบุญธรรม หน่วยพัฒนาการเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
The American Academy of Pediatrics. Caring for Your Baby Young Child : Birth to Age 5. New York : Bantam, 1993.

กุมารแพทย์สหรัฐฯ แนะเลิกใช้รถหัดเดินสำหรับเด็ก

สมาคมกุมารแพทย์สหรัฐฯ ประกาศเตือนบรรดาผู้ปกครองให้เลิกใช้รถหัดเดินสำหรับเด็กเป็นการถาวร

โดยระบุว่า รถหัดเดิน (Baby walker) ก่อให้เกิดความเสี่ยงในอันที่เด็กจะได้รับ บาดเจ็บ จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถึงแม้ว่าบริษัทผู้ผลิตได้พยายามออกแบบรถหัดเดินใหม่ เพื่อป้องกันรถหัด เดินล้มคว่ำหรือเด็กไถรถหัดเดินจนตกบันได ยิ่งไปกว่านั้น ทางสมาคมกุมารแพทย์สหรัฐฯ ระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานประกอบแน่ชัดที่รับรองว่า รถหัดเดินมีประโยชน์ต่อพัฒนาการเด็กอย่างแท้จริง

ดร.แกรี่ สมิทธิ์ หนึ่งในสมาชิกสมาคมกุมารแพทย์เปิดเผยว่า ขณะนี้กุมาร แพทย์ทุกคนยังคงเดินหน้าเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองถึงอันตรายจากรถหัดเดิน เพราะเป็นเวลาหลายปีแล้วที่เห็น เด็กได้รับบาดเจ็บสาเหตุเนื่องมาจากรถหัดเดินดังกล่าว จากการศึกษาพบว่า พ่อแม่ร้อยละ 55 - 92ให้ลูกใช้ รถหัดเดิน และส่วนมากเด็กจะอยู่ในวัยระหว่าง 5 - 15 เดือน

ปี 1996 ทางองค์กรตรวจสอบประสิทธิภาพเครื่องอุปโภคต่างๆของสหรัฐฯ ได้ออกหนังสือทบทวนมาตรฐาน ของรถหัดเดินสำหรับเด็ก โดยหลังเดือนกค. 1997เป็นต้นไป บริษัทผู้ผลิตรถหัดเดินต้องประกอบรถหัดเดิน ทุกคันให้มีฐานล้อกว้างอย่างน้อย 36 นิ้ว กว้างพอที่จะป้องกันเด็กไถรถหัดเดินลอดผ่านประตูทั่วไปออกไปได้ หรือมิฉะนั้นต้องมีระบบเบรคอัตโนมัติให้รถหัดเดินหยุดกระทันหัน ถ้าล้อหนึ่งหรือสองข้างอยู่ริมขอบขั้นบันได

ช่วงปี 1995 เป็นต้นมา มีของเล่นเด็กอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า Activity Centre เป็นอุปกรณ์ที่คล้ายรถหัดเดิน แต่ว่าเคลื่อนที่ไม่ได้ ต้องตั้งอยู่กับที่ เด็กสามารถเล่นอยู่ในนั้นได้ ไม่ว่าจะหมุนตัว กระโดด ไขว่คว้าของเล่นกรุ๋งกริ๋งที่ติดตั้งอยู่ในนั้น โยกหน้าโยกหลังได้ อุปกรณ์นี้สร้างความสนุกสนานให้เด็ก และทำให้เด็กแอคทีฟโดยไม่ต้องเสี่ยงกับการเคลื่อนที่โดยเด็กไม่สามารถควบคุมความเร็วได้

ดร.สมิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการบาดเจ็บแห่งรพ.เด็กในเมืองโคลัมบัส อเมริกา เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่าจำนวนตัวเลขที่เด็กบาดเจ็บโดยสาเหตุเนื่องจากรถหัดเดินจะลดน้อยลงแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจ วางใจได้ในการให้เด็กใช้รถหัดเดินต่อไป

ในปี 1995 ตัวเลขของเด็กอายุต่ำกว่า 15 เดือนได้รับอุบัติเหตุจากรถหัดเดินมีจำนวน 20,100 ราย ในปี 1999 มีเด็กบาดเจ็บจำนวน 8,800 ราย ซึ่งลดลงถึงร้อยละ 56 แต่การลดจำนวนลงนี้อาจมีสาเหตุมาจากพ่อแม่หันมาใช้ Activity Centre มากขึ้นก็ได้และรถหัดเดินเองได้รับการออกแบบใหม่ให้ปลอดภัยขึ้น

อย่างไรก็ตามในปี 1999 มีรายงานจากวารสารกุมารแพทย์สาขาพัฒนาการและ พฤติกรรมของเด็กยืนยันถึงการที่กุมารแพทย์หลายรายมีข้อสงสัยว่ารถหัดเดินมีผลดีต่อพัฒนาการเด็กจริงหรือไม่ คณะนักวิจัยพบว่า รถหัดเดินไม่ได้ช่วยเด็กหัดเดินหรือเดินได้เร็วขึ้น แต่กลับทำให้พัฒนาการโดยทั่วไปของเด็ก ช้าลงเสียด้วยซ้ำ นอกจากนั้นมีหลักฐานแน่ชัดยืนยันว่า อุปกรณ์ชิ้นนี้ทำให้เด็กเคลื่อนที่เร็วเกินกว่าที่เด็กจะควบคุม ได้ทัน โดยพบว่าเด็กไถรถหัดเดินได้เร็วถึง 4 ฟุตต่อ 1วินาทีทีเดียว

คุณหมอแกรี่ สมิทธิ์ เปิดเผยต่อไปว่า เมื่อพ่อแม่พาลูกที่ได้รับบาดเจ็บมาหาหมอมัก จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่น่าเชื่อว่าลูกจะได้รับบาดเจ็บ ทั้งๆ ที่นั่งดูลูกเล่นไถรถหัดเดินอยู่ตรงหน้าแท้ๆ และ ไม่สามารถช่วยลูกได้ทันท่วงทีเมื่อรถหัดเดินล้มคว่ำหรือพลิกตกบันได ทางรพ.ดังกล่าวได้สำรวจอุบัติเหตุจากรถ หัดเดินจำนวน 271 ราย ระหว่างปี 1993 - 1996 พบว่า ร้อยละ 78 ของอุบัติเหตุเหล่านี้ เกิดขึ้นขณะอยู่ในสาย ตาของผู้ใหญ่ตลอดเวลา

ดังนั้น จึงมีข้อพึงตระหนักเกี่ยวกับปัญหาของการใช้รถหัดเดินเหล่านี้ว่า:-


การที่เด็กนั่งรถหัดเดินทำให้ยกตัวเด็กสูงขึ้นจากพื้น ดังนั้นโอกาสที่เด็กจะคว้า หรือหยิบฉวยข้าวของ ให้หล่นจากโต๊ะโดยไม่ตั้งใจจึงเป็นไปได้ง่ายและอาจเกิดอันตรายด้วย เช่น ถ้วยกาแฟร้อน, สายไฟจากปลั๊กกา ต้มน้ำฯ ซึ่งรถหัดเดินรุ่นใหม่ ยังไม่มีการออกแบบเพื่อป้องกันอุบัติเหตุเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นได้
ประตูห้อง หรือประตูบ้านบางแห่งยังกว้างเกิน 36 นิ้ว ซึ่งไม่อาจป้องกันไม่ให้เด็กไถรถหัดเดินออกนอก ประตูไปโดยไม่ตั้งใจ
บางรายอาจได้รับรถหัดเดินมาจากญาติพี่น้อง หรือเพื่อนฝูงที่เก็บไว้นานแล้ว และนำมาให้ลูกนั่งโดย ไม่คำนึงว่า รถหัดเดินรุ่นเก่าๆ นั้นไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยเหมือนรุ่นปัจจุบัน


คำแนะนำบางประการที่อาจเป็นประโยชน์แก่พ่อแม่ผู้ปกครองทั่วไป


1.กำจัดรถหัดเดินไปเสีย อย่าเสียดายเลยถ้าเทียบกับความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุแก่ลูกน้อย ไม่ต้องยกให้คน อื่น หรือเอาไปขายต่อ เพราะคนอื่นอาจนำไปให้เด็กนั่ง และเกิดอุบัติเหตุแก่เด็กได้
2.แต่ถ้ายังยืนยันที่จะให้ลูกเล่นรถหัดเดินต่อไป ก็เลือกซื้อรถหัดเดินรุ่นล่าสุด และศึกษาอุปกรณ์ของรถหัด เดินว่าออกแบบมาได้มาตรฐานความปลอดภัย เหมาะแก่การใช้ในบ้านของเราหรือไม่
3.หันมาให้ลูกเล่น อุปกรณ์ที่คล้ายรถหัดเดิน แต่เคลื่อนที่ไม่ได้จะดีกว่า เช่น Activity centre จะ ปลอดภัยกว่า เพราะไม่มีล้อ
4.ถ้าปล่อยลูกไว้ให้คนอื่นดูแล เช่นพี่เลี้ยง หรือญาติพี่น้อง ควรบอกให้ทราบว่า ไม่ให้ลูกนั่งรถหัดเดิน

น้องแพรวา ....ก่อนนอนเมื่อคืนนี้

เมื่อคืนกว่าจะหลับได้ เล่นกันซะดึกเลย เกือบ 5 ทุ่ม ส่วนคืนนี้ คุณแม่กลับมา นะแพรวา

กล้าเปลี่ยน

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Basic Trust สร้างพื้นฐานสังคมที่ดีให้กับลูกน้อย

อย่าเพิ่งขมวดคิ้วนะคะว่า เด็กวัย 0-1 ปี จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสังคมแล้วหรือ?

เพราะการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสังคมของเด็กวัย 0-1 ปี ไม่ได้หมายถึงการเตรียมพร้อมให้ลูกได้เจอกับผู้คนมากหน้าหลายตา หรือไปอยู่กับคนนั้นคนนี้ ตรงกันข้ามเลยค่ะ

การเตรียมพร้อมให้ลูกเข้าสังคมนั้นคือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือที่เรียกว่า Basic Trust ซึ่งจะเกิดในช่วงวัย 0-1 ปี เท่านั้น ตามทฤษฎีของ Erik Erikson ถ้าเลยช่วงนี้ไปแล้วอาจจะสร้างให้เกิดขึ้นได้แต่ไม่สมบูรณ์เท่าช่วงขวบปีแรก



ไว้เนื้อเชื่อใจ (Basic Trust) พื้นฐานสำคัญ?
มีคนใกล้ชิดผูกพันแนบแน่นอย่างน้อย 1 คน (mother figure)

ซึ่งคนคนนี้สำคัญมากนะค่ะ จะเป็นพ่อ แม่ ปู่ย่า ตายาย หรืออาจจะเป็นพี่เลี้ยงก็ได้ แต่เป็นคนที่เด็กมีความผูกพัน เป็นคนที่เด็กสามารถจดจำได้เป็นคนแรก เป็นคนที่ทำให้เด็กรู้สึกเติมเต็ม รวมทั้งยังมีความบอุ่นใจ ตอบสนองในสิ่งที่เขาต้องการได้ทันที ทำให้เขารู้ว่าไม่ได้อยู่คนเดียว เพราะไม่ว่าจะไปไหนก็จะมีคนคนนี้จะอยู่กับเขาด้วยเสมอ ซึ่งเด็กก็จะเกิดความไว้ใจ มั่นใจและรู้สึกดีต่อโลกภายนอก นำไปสู่การสร้างพัฒนาการทางสังคมที่ดีต่อไปค่ะ

ซึ่งในอนาคตเด็กจะชอบแยกตัว หรือเข้าสังคม คนคนนี้มีส่วนมาก เพราะถ้าเด็กเติบโตโดยรู้สึกว่าไม่ได้รับการตอบสนองหรือเอาใจใส่ เขาจะชอบแยกตัว เพราะคิดว่าไม่มีคนสนใจหรือใส่ใจ

จะให้ดีที่สุด หน้าที่สำคัญนี้ควรจะเป็นคุณพ่อคุณแม่นะคะ เพราะไม่มีใครที่จะใส่ใจดูแลลูกของเราได้ดีมากที่สุดเท่ากับเราหรอกค่ะ

คนเยอะ เปลี่ยนคนเลี้ยงบ่อยไม่ดี

ถ้าลูกมีพี่เลี้ยง พยายามอย่าเปลี่ยนพี่เลี้ยงบ่อย เพราะจะมีผลต่อความจำ โดยเฉพาะเด็กอายุ 3 เดือนไปแล้ว จะเริ่มจดจำ เพราะฉะนั้นควรจะเป็นสิ่งเดิมๆ เป็นคนหน้าเดิมๆ ถ้าเปลี่ยนคนเลี้ยงบ่อย หรือส่งลูกไปอยู่กับคนนั้นทีคนนี้ที เขาจะรู้สึกว่าคนที่เขาไว้ใจ หรือคนที่เลี้ยงเขาหายไปไหน สิ่งเหล่านี้สร้างความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในจิตใจของเด็กได้ค่ะ

และในวัย 6 เดือน เด็กจะเริ่มกลัวคนแปลกหน้า การไปเจอคนเยอะๆ จะไม่เป็นผลดีถ้าคุณแม่หรือคนที่เลี้ยงดูเขาไม่ได้อยู่กับเขาด้วย เพราะนั่นจะทำให้เขารู้สึกกลัว กังวล ไม่ไว้ใจ มากกว่าที่ยิ้มร่า กล้าเข้าไปเล่นด้วย ลองสังเกตผู้ใหญ่อย่างเราก็ได้ค่ะ คนที่เราไม่รู้จัก เราก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปคุยในทันที คงต้องรอดูท่าทีสักพักเหมือนกัน

ซึ่งถ้าเด็กรู้ว่าคนที่เขารักไม่ได้ไปไหนแต่อยู่กับเขาตลอดเวลา แม้จะมีคนอื่นมาเล่นด้วยแม่ก็ยังอยู่กับเขา สิ่งนี้จะทำให้เขายอมเล่นและยิ้มกับคนอื่นมากขึ้นค่ะ เพราะเขามีความอุ่นใจ ปลอดภัยที่แม่อยู่


ช่วยลูกเข้าสังคมได้ดี
0-3 เดือนแรกของชีวิต

ในช่วงแรกเกิด เด็กจะมีความสามารถในการมองเห็นได้บ้างแล้ว แต่คงยังเป็นภาพเบลอๆ อยู่ พอ 2-3 เดือน เขาจะเริ่มโฟกัสได้มากขึ้น เริ่มมองหน้า สบตาได้ดีขึ้น และตอนนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีที่เขาจะเริ่มฝึกค่ะ โดยการยิ้ม (social smile) ช่วงแรกลูกอาจจะยิ้มเพราะยังควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้ไม่สมบูรณ์

แต่พออายุ 2 เดือนเริ่มมี first social smile คือการที่เจ้าตัวน้อยรู้แล้วว่าคนนี้ยิ้มให้ นี่คือหน้าคนที่เห็นอยู่ตลอดเวลา เด็กก็จะตอบสนองด้วยการยิ้มให้ และถ้าคุณแม่ยิ่งยิ้มให้เขา เขาก็จะยิ่งยิ้มกลับ และนี่ก็คือครั้งแรกการมีสังคมของเด็ก โดยมีคุณแม่เป็นสังคมแรกของลูก

ช่วงแรกเกิดนี้ ชีวิตของเด็กจะกินกับนอนเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่สำคัญคือในช่วงตื่นคุณพ่อคุณแม่จึงควรเข้ามาเล่นกับลูกด้วย ไม่ใช่ตื่นแล้วก็ปล่อยให้ลูกนอนอยู่ในเปล เพราะคิดว่าเด็กทารกคงไม่ได้มีการเรียนรู้อะไร คุณแม่ต้องอุ้มลูกมาเล่น สัมผัส ร้องเพลงเดิมๆ มีการสัมผัสนิ้วของลูกไปด้วย

ยามที่ลูกตื่นก็ยื่นหน้าเข้าไปหา พูดคุย สบตา ยิ้ม นอกจากจะช่วยในเรื่องพัฒนาการ ยังทำให้เขาได้เรียนรู้เรื่องสังคมด้วยนะคะ

3-5 เดือน

ช่วงนี้เจ้าตัวเล็กจะแสดงสีหน้าได้แล้ว อาจจะทำท่าขมวดคิ้ว โกรธ หรือตกใจ ตอนนี้การยิ้มของลูกจะยิ้มให้กับคนที่คุ้นเคย

ถ้ามีคุณตา คุณยาย คุณปู่ คุณย่าเข้ามาคอยดูแล เด็กจะเริ่มไว้วางใจด้วยการยิ้มให้ ตอบสนอง แล้วก็ส่งเสียง และคนรอบข้างก็ควรที่จะตอบสนองลูกด้วยนะคะ

5-6 เดือน

วัยนี้จะเริ่มคว้านู่นคว้านี่ เริ่มนั่งได้แล้ว เราต้องอุ้ม ลูบศรีษะ มองหน้า ยิ้ม อาจจะหาหนังสือนิทานที่มีรูปสวยๆ แล้วก็พูดเล่าให้ฟัง แต่ว่าไม่ได้เน้นเนื้อหา แค่ให้เด็กจำเสียง ภาพ กับวัตถุที่เห็น ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ดีในเรื่องภาษาต่อไปด้วยค่ะ ยิ่งถ้าเป็นท่วงทำนอง เป็นเพลงง่ายๆ มีท่าประกอบ เราจะได้สัมผัสมือลูก กระตุ้นประสาทสัมผัส ลูกได้ฟังเสียง หัวเราะ เป็นต้น

6-9 เดือน

ในช่วงระหว่างการเลี้ยงดู คุณแม่จะเริ่มแยกเสียงได้แล้วว่าร้องไห้แบบนี้ลูกกำลังกังวล หรือร้องแบบนี้อยากให้แม่อุ้ม หรือยิ้มแบบนี้ต้องการสื่อสารอะไร

ลูกจะชอบให้เล่นอะไรซ้ำๆ หรือเวลาที่ถูกขัดใจจะร้องกรี๊ดๆ เพราะฉะนั้นสำหรับเด็กวัยนี้ควรตอบสนองทุกอย่างให้มากที่สุดค่ะ

เป็นสิ่งสำคัญค่ะที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของลูก ไม่ต้องรู้ลึกมาก แต่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ไม่ต้องกังวลว่าจะเพาะนิสัยเอาแต่ใจตัวเองหรือเรียกร้องความสนใจ เพราะวัยนี้ต้องการตอบสนองจากพ่อแม่อย่างมากและจะทำให้เกิดความผูกพันมั่นคงทางจิตใจ

9-12 เดือน

วัยนี้จะเริ่มสังเกตได้ว่าถ้ามีเด็กในวัยเดียวกัน หรือมีน้องในวัยเดียวกันเขาจะเรียกร้องความสนใจมากขึ้น วัยนี้ยังติดแม่ซึ่งความกังวลเรื่องความแยกจากจะหายไปตอนสองขวบกว่า เพราะฉะนั้นช่วงนี้การตอบสนอง ด้วยการเล่นกับลูก และการใกล้ชิดสนิทสนมเป็นเรื่องสำคัญมาก และควรจะยาวต่อเนื่องกันไปจนถึงตอน 2 ขวบกว่าๆ เลยยิ่งดีค่ะ และเมื่อเขามีความมั่นใจในตัวคุณแม่หรือคนเลี้ยงเต็มที่ ก็จะทำให้เด็กกล้าเปิดประตูออกไปรู้จักกับโลกที่กว้างขึ้นค่ะ
จริงๆ แล้วถ้าคุณแม่สามารถให้เวลาในช่วง 1 ปีแรกของชีวิตลูก ด้วยการเลี้ยงเขาเองตลอดอย่างสม่ำเสมอและใส่ใจ จะพบว่าพัฒนาการจะดีในทุกด้าน และยังทำให้ในวัยขวบปีต่อๆ มา การเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับลูกเลยค่ะ




[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 27 ฉบับที่ 318 กรกฎาคม 2552 ]

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Enriched Environment

Enriched Environment แปลว่าสิ่งแวดล้อมมีความสมบูรณ์ แต่เมื่อนำมาใช้กับพัฒนาการเด็ก จึงทำให้หมายถึงสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาที่สมบูรณ์ ซึ่งจะตรงข้ามกับคำว่า Poor Environment

ที่พ่อแม่เข้าใจผิดกันมากคือ Enriched Environment ต้องเต็มไปด้วยของเล่นและอุปกรณ์ไฮเทค ลูกจึงจะพัฒนาได้ดี ตรงข้ามกับสภาพที่ว่าอาจเป็น Poor Environment ก็เป็นได้ ถ้าความมีมากไม่ก่อให้เกิดการขบคิด การแก้ปัญหา การทดลองทำด้วยตัวเองของเด็ก ดังนั้น Enriched Environment หรือ Poor Environment จึงมีคุณสมบัติเชิงคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อพัฒนาการของเด็กมากกว่าคุณสมบัติทางกายภาพ แม้แต่ความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูกถ้าดีเราก็ถือเป็น Enriched Environment แต่ถ้าไม่ดีเราก็ถือเป็น Poor Environment

สิ่งแวดล้อมแบบที่ถือเป็น Enriched Environment ได้แก่
สิ่งแวดล้อมที่เด็กรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย ซึ่งสิ่งแวดล้อมแบบนี้หาซื้อไม่ได้หรอกครับ พ่อแม่ต้องสร้างขึ้น ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวจะสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา

สิ่งแวดล้อมที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น มนุษย์เรียนรู้จากผู้คน ก็แปลว่าเขาขาดประสบการณ์การเรียนรู้ที่สำคัญซึ่งทำให้ขาดคุณสมบัติที่สำคัญไปการที่ลูกของเราได้พูดคุยหยอกล้อกับเรา มีเพื่อนเล่นนั่นแหละ คือ Enriched Environment

สิ่งแวดล้อมที่ท้าทายให้เด็กอยากเรียนรู้ ความอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมชาติของมนุษย์โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ แต่ผู้ใหญ่ก็ทำลายความอยากรู้อยากเห็นนั่นเสีย โดยการห้ามถาม ดุด่า ด้วยความรำคาญ อย่างนี้เรียกว่า Poor Environment แต่ถ้าเป็น Enriched Environmen เราต้องชวนเด็กหาคำตอบ พาเด็กไปหาประสบการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น

สิ่งแวดล้อมที่เด็กมีโอกาสได้เล่น การเล่นของเด็กคือการเรียนรู้มันเป็นเครื่องมือที่เด็กใช้เข้าใจสิ่งต่างๆ รอบตัว ผมเน้นคำว่ารอบตัวเพราะเราชอบเอาสิ่งไกลตัวมาให้ลูกเล่น เด็กก็สนุกครับแต่อาจยังไมได้เรียนรู้สิ่งรอบตัวทำให้ขาดความเข้าใจในชีวิต ไปหาสิ่งใกล้ตัวให้ลูกเล่น เพราะชีวิตเราล้วนรับอิทธิพลจากสิ่งรอบตัวทั้งนั้น ความเข้าใจและความรู้จากสิ่งรอบตัวจะเป็นรากฐานให้เด็กเข้าใจสิ่งที่อยู่ไกลตัว

สิ่งแวดล้อมที่ทำให้เด็กได้สัมผัสกับข้อมูลใหม่ๆ ผ่านการเล่าและอ่าน หรือกิจกรรมเล่านิทานอ่านหนังสือให้ฟังนั่นเอง

สิ่งแวดล้อมที่เด็กได้สัมผัสกับความงามหรือสุนทรียภาพ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี ศิลปะรูปแบบต่างๆ เพราะมันคือรากฐานที่สำคัญทางจิตใจและความเป็นมนุษย์

สิ่งแวดล้อมที่มีแบบอย่างดีๆ ให้เด็กได้ซึมซับ เพราะหลายอย่างมนุษย์เรียนรู้จากการเลียนแบบ ผ่านการทำหน้าที่ของเซลล์กระจกเงา ถ้าแบบอย่างไม่ดี ลูกหลานของเราก็ไม่ดี ลูกหลานของเราก็จะแย่
คงจะเห็นนะครับ คนรวยหรือคนจนมีโอกาสสร้าง Enriched Environmen ให้ลูกได้เท่ากันอยู่ที่ความเข้าใจของพ่อแม่ หลายคนใช้เงินสร้างสิ่งแวดล้อมให้ลูกโดยคิดว่ามันเป็น Enriched Environmen แต่จริงๆ มันอาจเป็นคือ Poor Environment
นพ.อุดม เพชรสังหาร




([ ที่มา.. นิตยสาร MODERNMOM Vol.13 No.147 January 2008]

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

น้องแพรวา 5 เดือนแล้วครับ

ช่วงนี้กำลังซน....เมื่อวานผู้ใหญ่ 3 คนกับเด็ก 1 คน หลับสบายกันเลย

โรต้า...ไวรัสตัวร้าย

ไวรัสโรต้าแฝงตัวอยู่ตามสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา และไวรัสตัวนี้ก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เด็กวัย 6-12 เดือน ท้องร่วงได้บ่อยๆ เนื่องจากเด็กๆ มักชอบเอาของทุกอย่างเข้าปากนั่นเอง

รู้จักไวรัสโรต้า โรต้าเป็นชื่อของเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่กุมารแพทย์พบว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของโรคอุจจาระร่วงในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี และยิ่งในช่วงอายุ 6-12 เดือนจะเป็นกลุ่มเสี่ยงมากที่สุดเพราะเด็กวัยนี้หยิบอะไรได้เป็นส่งเข้าปากทันที ซึ่งของเหล่านั้นแหละจะเป็นที่แฝงตัวของเชื้อไวรัสโรต้าอย่างดีเลยทีเดียว

แม้กุมารแพทย์จะรู้จักและคุ้นเคยกับเชื้อไวรัสโรต้ากันมานานแล้ว แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่อาจไม่ค่อยรู้จักเชื้อไวรัสชนิดน้เท่าใดนัก เพราะสถิติคนที่เสียชีวิตด้วยโรคอุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสโรต้ายังค่อนข้างต่ำ และส่วนใหญ่มักหายเองได้จนกระทั่งระยะหลังๆ มีการพูดถึงเชื้อไวรัสโรต้ากันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีคนคิดค้นวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าได้สำเร็จ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ตื่นตัวกันมากขึ้นด้วย

ต้นตอแพร่เชื้อ จากข้อมูลทางระบาดวิทยาบอกว่าในประเทศไทยพบโรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้าได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่อากาศเย็น คือเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี และด้วยความไวรัสโรต้าสามารถมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวนี่แหละค่ะ จึงส่งผลให้การแพร่กระจายของเชื้อเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งจากการกินอาหาร น้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน หรือการสัมผัสกับพื้นผิวที่มีเชื้อโรคติดอยู่ เช่น ของเล่นของใช้ เสื้อผ้า ฯลฯ นอกจากนี้อาจติดเชื้อทางการหายใจและกลืนเชื้อลงไปได้อีกด้วย

สัญญาณติดเชื้อไวรัสโรต้า อาการอุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสโรต้ามีความรุนแรงแตกต่างกันไปตามอายุของเด็กค่ะ เด็กเล็กอาการจะรุนแรงโดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 1 ปี นอกจากนั้นเชื้อไวรัสโรต้ายังมีหลายสายพันธ์ ดังนั้นเด็กๆ จึงอาจเป็นโรคนี้ได้หลายครั้งซึ่งการติดเชื้อครั้งแรกจะมีอาการรุนแรงที่สุด แต่เมื่อเป็นซ้ำๆ อาการจะลดน้อยลงเรื่อยๆ ค่ะ

หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกอาจจะอุจจาระร่วงเพราะติดเชื้อไวรัสโรต้า ก็ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดว่าจะเริ่มจากมีไข้และอาเจียนประมาณ 1-2 วัน ต่อมาจะเริ่มถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ โดยลักษระของอุจจาระมักไม่มีมูกหรือเลือดปน หรืออาจมีมูกปนได้เล็กน้อย พร้อมกับลูกอาจจะมีอาการหวัดร่วมด้วยได้อถ้าลูกมีอาการรุนแรงถ่ายอุจจาระและอาเจียนมากจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ถ้าสังเกตเห็นลูกปากแห้ง กระหายน้ำ ปัสสาวะน้อยลงควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะลูกมีโอกาสช็อกและอาจเสียชีวิตได้

เยียวยายามท้องร่วง การรักษาโรคท้องร่วงจากเชื้อไวรัสโรต้าก็ไม่แตกต่างจากโรคท้องร่วงด้วยสาเหตุอื่นๆ คือการรักษาตามอาการ และมุ่งป้องกันอาการขาดน้ำเป็นหลักเพราะเป็นอาการแทรกซ้อนสำคัญที่อาจทำให้ลูกเสียชีวิตได้ แต่ถ้าท้องร่วงไม่รุนแรงก็จะหายเองได้ในเวลา 3-7 วันค่ะ

หากลูกถ่ายมากจนอ่อนเพลียเพราะเสียน้ำ ควรให้ลูกดื่มหรือจิบน้ำเกลือแร่สำหรับเด็กครั้งละน้อยบ่อยๆ ครั้ง เพื่อทดแทนปริมาณน้ำที่เสียไป (ไม่แนะนำให้ใช้น้ำอัดลมผสมเกลือหรือน้ำเกลือชนิดขวดสำหรับนักกีฬาแทนนะคะ) แต่ถ้าลูกไม่สามารถดื่มเกลือแร่ได้เพียงพอหรือมีภาวะขาดน้ำรุนแรงควรไปพบแพทย์เพื่อให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดค่ะ

คุณพ่อคุณแม่บางคนมีความเชื่อว่าถ้าลูกอุจจาระร่วงต้องงดอาหารนั้นถือเป็นความเข้าใจที่ผิดค่ะ ลูกยังต้องการสารอาหารไปทดแทน เพียงแต่คุณแม่ควรเปลี่ยนอาหารโดยเน้นอาหารจำพวกแป้งและให้ลูกกินโปรตีนทีละน้อยๆ หลีกเลี่ยงอาหารเส้นในจำพวกผักและผลไม้ และให้ลดปริมาณของอาหารในแต่ละมื้อลง แต่เพิ่มจำนวนมื้อให้มากขึ้น ส่วนลูกที่ยังดื่มนมก็สามารถดื่มได้ตามปกติ หรืออาจเปลี่ยนเป็นนมที่ไม่มีน้ำตาลแล็กโทสเนื่องจากเชื้อไวรัสนี้จะไปทำลายเยื่อบุลำไส้เป็นสาเหตุให้มีปัญหาในการดูดซึมน้ำตาลแล็กโทศที่มีอยู่ในนมทำให้ท้องเสียเพิ่มมากขึ้นได้และไม่ควรใช้วิธีเจือจางนมเพราะจะทำให้ลูกขาดพลังงานที่ควรได้รับ แต่ถ้าลูกกินนมแม่อยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนนมค่ะ

ป้องกันไวรัสโรต้า อย่างที่รู้ว่าไวรัสโรต้ามีอยู่ตามสิ่งแวดล้อมทั่วไป เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขอนามัยอาหารและน้ำดื่ม การล้างมือหลังการเปลี่ยนผ้าอ้อม การทำความสถานที่ ของเล่นของใช้ และภาชนะทุกชิ้น หลีกเลี่ยงการพาลูกไปสถานที่แออัด รวมไปถึงการฝากลูกในสถานรับเลี้ยงเด็กด้วย

นอกจากนี้ก็มีการศึกษาแล้วว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สามารถลดโอกาสการเกิดโรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้าได้ เพราะลดโอกาสสัมผัสเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ตามขวดนมและน้ำดื่ม และในนมแม่ยังมีสารและภูมิต้านทานช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสโรต้าได้ด้วย

ในปัจจุบันยังมีวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคซึ่งมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงใช้แล้วโดยการหยอดเริ่มให้เมื่ออายุ 2 เดือนและ 4 เดือน แต่วัคซีนป้องกันนี้ยังมีราคาแพงคุณพ่อคุณแม่จึงต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าด้วย แต่อย่างไรก็ตามวัคซีนก็ไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสโรต้าได้ 100% เพียงแต่ช่วยให้มีอาการท้องร่วงน้อยลง เพราะฉะนั้นการให้วัคซีนจึงเป็นเพียงทางเลือกหนึ่ง ที่จำเป็นเฉพาะเด็กในสถานเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนค่ะ

สถิติน่ารู้ จากข้อมูลการเฝ้าระวังโรคอุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสโรต้าในเอเชีย ในปี 2544-2545 พบว่าเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ที่เข้ารักษาโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันในโรงพยาบาลมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสโรต้าถึง 45% และเฉพาะที่ประเทศไทยพบได้ 20-50%

จุดสังเกต…ไวรัสโรต้า หากสังเกตจากลักษณะอาการภายนอกอาจจะไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า ลูกอุจจาระร่วงจากการติดเชื้อไวรัสโรต้าหรือไม่ เพราะบางครั้งมีสาเหตุมาจากเชื้ออื่น เช่น เชื้อแบคทีเรีย ที่ลักษณะอุจจาระมักมีมูกหรือเลือดปนก็จริงแต่เชื้อแบคทีเรียบาชนิดอาจทำให้อุจจาระเป็นน้ำโดยไม่มีมูกเลือดเหมือนไวรัสโรต้าได้ การตรวจเพิ่มเติมทางการแพทย์ เช่น ตรวจหาเชื้อไวรัสโรต้า หรือการเพาะเชื้อแบคทีเรียในอุจจาระ จะช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำขึ้น.


[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.134 December 2006]