คออักเสบอาการอันตรายของเจ้าตัวเล็ก....เมื่อวานกับวันนี้สงสารลูก(น้องแพรวา )มากครับอาการคออักเสบ ทานอาหารไม่ได้ต้องนอนให้น้ำเกลือที่ รพ.นวมินทร์ 9 เมื่อคืน ไข้สูงทุก ๆ 1.5 ชม. พ่อกับแม่ไม่ได้นอนกันทั้งคู่ วันนี้ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาดูเพื่อป้องกันและแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นอีก
เมื่อเจ้าตัวเล็กเกิดอาการเจ็บคอ ไอค่อกไอแค่ก ไม่สบายเป็นหวัด คุณพ่อคุณแม่จะนิ่งนอนใจไม่ได้นะครับ เพราะหากดูแลไม่ดีหรือไม่รีบรักษา อาจเกิดโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ครับ เจ็บไข้วัยเด็กคราวนี้จึงชวน รศ.นพ.ครรชิตเทพ ตั่นเผ่าพงษ์ ภาควิชาโสต นาสิก ลาลิงซ์วิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี มาให้ความรู้เกี่ยวกับการอักเสบของคอและโรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กๆ
รู้เรื่องหู คอ จมูก ของหนูหน่อย
• บริเวณที่เชื่อมต่อกันของ หู คอ จมูก คือ ส่วนของโพรงหลังช่องจมูก ซึ่งเป็นส่วนที่อากาศไหลผ่านจมูกลงสู่คอและปอด จะเป็นบริเวณที่มีระบบน้ำเหลืองมีประสิทธิภาพมาก เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรคหรือสารที่ก่อการระคายเคือง
• การติดเชื้อที่คอทุกชนิดสามารถเชื่อมต่อไปยังหูได้ โดยผ่านทางท่อยูสเตเชี่ยน โดยเฉพาะการติดเชื้อของต่อมอะดีนอยด์
คอของหนูประกอบด้วยอะไรบ้าง
คอ ประกอบด้วยอวัยวะสำคัญมากมายและมีโครงสร้าง ที่สลับซับซ้อนทั้งภายในและภายนอกบริเวณลำคอ เช่น เยื่อบุช่องคอ ต่อมน้ำเหลือง กล้ามเนื้อน้อยใหญ่ หลอดเลือดใหญ่ กล่องเสียง หลอดลม หลอดอาหาร ซึ่งแต่ละส่วนล้วนเป็นแหล่งกำเนิดของอาการเจ็บคอได้ทั้งสิ้น หากเกิดความผิดปกติกับอวัยวะเหล่านี้ เช่น เกิดการอักเสบของเยื่อบุช่องคอ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ และในบรรดาอาการต่างๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบหมอบ่อยที่สุดก็คือ อาการเจ็บคอ
อาการเจ็บคอ คือ อาการเจ็บบริเวณช่องคอทั้งหมด ตั้งแต่ฐานกะโหลกศีรษะลงมาจนถึงระดับไหปลาร้า โดยรวมไปถึงการเจ็บทั้งที่มีความสัมพันธ์และไม่มีความสัมพันธ์กับการกลืน และครอบคลุมการเจ็บทั้งภายในและภายนอกบริเวณลำคอ เพราะคอเป็นด่านแรกที่คอยควบคุมเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับน้ำและอาหาร การอักเสบติดเชื้อบริเวณนี้จึงเกิดได้บ่อยครับ
เจ็บคอมีกี่แบบ
อาการเจ็บบริเวณคอที่พบได้มี 2 ชนิด คือ
1. อาการเจ็บคอภายในช่องคอ
2. อาการเจ็บคอภายนอกช่องคอ
1. อาการเจ็บคอภายในช่องคอ
แบ่งเป็น เจ็บคอหอยส่วนเหนือต่อลิ้นไก่ หรือบริเวณช่องคอหลังโพรงจมูก เจ็บคอหอยส่วนต่ำกว่าลิ้นไก่ เจ็บคอหอยส่วนต่ำกว่าฝาผิดกล่องเสียง เจ็บบริเวณกล่องเสียง
การเจ็บภายในช่องคอมักมีสาเหตุเกิดจาก การอักเสบติดเชื้อของช่องคอหลังโพรงจมูก ต่อมอะดีนอยด์ เยื่อบุผนังช่องคอ ต่อมทอนซิล และเพดานอ่อน
อาการของโรค
เริ่มจากการเจ็บภายในช่องคอซึ่งมักเกิดขึ้นรวดเร็ว เมื่อเกิดการติดเชื้อเด็กจะมีอาการเจ็บคอ มีไข้หนาวสั่น ครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่ว่าจะเกิดจากเชื้อโรคชนิดไหน จะมีอาการของโรคคล้ายๆ กัน คือ กลืนน้ำลายลำบาก มีน้ำลายและเยื่อเมือกคั่งค้างภายในลำคอในผู้ป่วยเด็กบางรายจะไม่ยอมอ้าปาก และจะมีอาการของต่อมน้ำเหลืองที่คอโตและเจ็บได้ โดยเฉพาะในเด็กนั้น คอจะอักเสบและแดงมากบริเวณเยื่อบุผนังคอหอย ลิ้นไก่ ต่อมทอนซิลในรายที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังมักพบร่วมกับวัณโรคปอด หรือซิฟิลิสครับ
อาการแทรกซ้อน
สาเหตุของโรคหรือการเจ็บในช่องคอ มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเกิดร่วมกับการอักเสบของช่องจมูก โพรงอากาศข้างจมูกหรือการอักเสบของหูชั้นกลาง ส่วนการเจ็บหรืออักเสบของช่องคอ ที่มีสาเหตุเกิดจากเชื้อโรคคอตีบพบลดลงครับ เนื่องจากมีวัคซีนป้องกันโรคนี้แล้ว
อาการแทรกซ้อนที่มีจากการเจ็บในช่องคอคือ การเกิดเป็นฝีหนองรอบๆ ต่อมทอนซิล การเกิดฝีหนองด้านหลังหรือข้างช่องคอ การเกิดการอักเสบของหูชั้นกลาง การอุดตันของทางเดินหายใจส่วนบนทำให้หายใจลำบาก
2. อาการเจ็บภายนอกช่องคอ
แบ่งเป็นอาการเจ็บจากการอักเสบของต่อมน้ำเหลือง อาการเจ็บจากการอักเสบของถุงน้ำที่มีมาแต่กำเนิด เจ็บต่อมน้ำลาย เจ็บต่อมไทรอยด์ พบได้บ่อยในเด็กเล็กๆ โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 4 ขวบ และมักเกิดขึ้นหลังจากอาการไข้หวัด หวัดลงคอ
อาการของโรค
เริ่มแรกที่เห็นได้ชัดในเด็กเล็กๆ คือ ไม่ยอมกินนม มีไข้สูง ชีพจรเต้นเร็ว และอาจมีเสียงเวลาหายใจเข้าออก เนื่องจากมีการอุดตันของทางเดินหายใจ ร้องกระวนกระวาย คอแข็งเกร็งเอียงไปทางด้านตรงข้ามกับด้านที่เกิดโรค และเมื่อตรวจดูในลำคอจะพบว่า ผนังของช่องคอด้านหลังมีลักษณะโป่งนูนมาก ทำให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณนี้อักเสบ และอาจมีอาการไตของต่อมน้ำเหลืองปรากฏขึ้นมาด้วย
อาการแทรกซ้อน
ถ้าไม่สามารถควบคุมการติดเชื้อได้ อาจมีอันตรายจากอาการแทรกซ้อนคือ ต่อมน้ำเหลืองที่โตขึ้น อาจแตกออกมาอยู่ในช่องหลังผนังคอหอย ซึ่งอยู่ข้างหน้าต่อกระดูกสันหลังส่วนลำคอ อาจเกิดอาการบาดเจ็บ เช่น การทะลุของผนังด้านหลังของช่องคอ ทำให้มีน้ำเหลืองมาคั่งอยู่ในช่องหลังของช่องคอ ซึ่งปัญหาแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุด คือ หนองจะแตกออกแล้วไหลเข้าไปในหลอดลมใหญ่ มีการสำลักลงปอด มีเลือดออก
สิ่งแปลกปลอมหรืออาการเหล่านี้ จะทำให้เกิดการอุดตันทางเดินหายใจส่วนล่าง ขาดอากาศหายใจ และติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งหากมีการติดเชื้อในกระแสเลือดแล้ว จะทำให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานผิดปกติ เช่น เกิดอาการไตวาย ตับวาย หรือการไหลเวียนของกระแสเลือดติดขัด และจะทำให้เสียชีวิตในที่สุดครับ
อาการแทรกซ้อนเหล่านี้ สามารถรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะครับ ในกรณีที่มีน้ำหนองไหลเข้าไปในปอด ก็จะมีการเคาะปอดเพื่อให้หนองไหลออกมาจากปอด หรือรักษาโดยวิธีเจาะหนองในกรณีที่เป็นฝีหนองในปอด หากมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง อาจต้องส่องกล้องตรวจดูหลอดลม และใส่ท่อเพื่อช่วยในการหายใจ
ดูแลหนูไม่ให้ติดเชื้อซ้ำซ้อน
เมื่อลูกติดเชื้อไม่สบาย สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำ นอกจากรีบรักษาอาการป่วยของลูกให้หายแล้ว ควรปฏิบัติดังนี้ครับ
1. เข้ารับการรักษาโรคตั้งแต่เกิดอาการเริ่มแรก ไม่ควรปล่อยให้อาการลุกลาม
2. เตรียมอาหารที่มีประโยชน์ให้ลูกรับประทานอย่างครบถ้วน งดอาหารที่จะทำให้อาการอักเสบเพิ่มมากขึ้น เช่น อาหารที่มีรสจัด หรืออาหารที่ไม่สะอาด ควรทานอาหารที่สุกใหม่
3. กรณีที่ได้รับยาปฏิชีวนะ ต้องดูแลและเคร่งครัดในการให้ลูกรับประทานยาครบถ้วนตามที่แพทย์สั่ง
4. ให้ลูกได้นอนหลับอย่างเพียงพอและออกกำลังกายให้พอเหมาะ
5. ระมัดระวังเรื่องสภาวะแวดล้อม และหลีกเลี่ยงจากผู้ป่วยอื่นๆ เพราะอาจเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนได้อีก
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 91 พฤษภาคม 2546 ]
วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554
พัฒนาการตัวอ่อน อายุครรภ์ 2 เดือน
อายุครรภ์ 2 เดือน ประมาณ 5-8 สัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 8 ตัวอ่อนจะมีความยาวประมาณ 2.5 - 3.0 เซ็นติเมตร หนักแค่ประมาณ 3 กรัม มีการสร้างกระโหลกศีรษะและขากรรไกร ใบหน้ามีลักษณะชัดเจนมากขึ้น มีส่วนของอวัยวะ ตา หู จมูก แขน และขา ชัดเจน นิ้วมือและนิ้วเท้าแยกออกจากกันได้ หัวใจมีการแบ่งห้องเรียบร้อย มีการแยกระบบทางเดินอาหารและลำไส้ ทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธ์ มีการแยกกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะออกจากทวารหนักจากเดิมที่อยู่ในท่อเดียวกัน เริ่มมีการสร้างอวัยวะสืบพันธ์ภายนอก แต่ยังแยกแพศไม่ได้ สายสะดือเจริญสมบูรณ์ขึ้น โดยมีระบบไหลเวียนเลือดผ่านสะดือ กระดูกยาวเริ่มมีการเจริญ กล้ามเนื้อมัดใหญ่เริ่มมีการหดตัว ทารกสามารถที่จะเคลื่อนไหวได้
ที่มา ภูมิปัญญาไทยกับการผดุงครรภ์ ชุดวิชา ธรรมานามัย สาขาวิทยาศาตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ที่มา ภูมิปัญญาไทยกับการผดุงครรภ์ ชุดวิชา ธรรมานามัย สาขาวิทยาศาตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
Labels:
ตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2
วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554
สัปดาห์ที่ 7 ทิพย์ตั้งครรภ์ ลูกคนที่สอง
สัปดาห์ที่เจ็ด
หรือสัปดาห์ที่ห้าหลังจากไข่ผสมกับตัวอสุจิ ระยะนี้กระโหลกศีรษะ สมอง จมูก เลนส์ตา ลำไส้ ปอด พัฒนาอย่างรวดเร็ว แขนขาที่เริ่มเป็นแผ่นระยะนี้ตัวอ่อนจะยาว1/3-1/4 นิ้ว เริ่มมีการสร้างสายสะดือ umbilical cord เพื่อรับอาหารจากแม่ และขับของเสีย ในระยะนี้ต้องรับประทานอาหารที่ครบถ้วน ได้รับกรดโฟลิกและวิตามิน บี 12 ผู้ที่มีอาการต่อไปนี้ให้นึกถึงว่าท่านอาจจะตั้งครรภ์แฝด อาการดังกล่าวได้แก่
•น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว
•เท้าบวมน้ำ
•อ่อนเพลียมากกว่าปกติ
•มีอาการแพ้ท้องมากกว่าปกติ
การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายคุณแม่ ระยะนี้จะมีมูกมาปิดที่ปากมดลูกเพื่อป้องกันทารก
หรือสัปดาห์ที่ห้าหลังจากไข่ผสมกับตัวอสุจิ ระยะนี้กระโหลกศีรษะ สมอง จมูก เลนส์ตา ลำไส้ ปอด พัฒนาอย่างรวดเร็ว แขนขาที่เริ่มเป็นแผ่นระยะนี้ตัวอ่อนจะยาว1/3-1/4 นิ้ว เริ่มมีการสร้างสายสะดือ umbilical cord เพื่อรับอาหารจากแม่ และขับของเสีย ในระยะนี้ต้องรับประทานอาหารที่ครบถ้วน ได้รับกรดโฟลิกและวิตามิน บี 12 ผู้ที่มีอาการต่อไปนี้ให้นึกถึงว่าท่านอาจจะตั้งครรภ์แฝด อาการดังกล่าวได้แก่
•น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว
•เท้าบวมน้ำ
•อ่อนเพลียมากกว่าปกติ
•มีอาการแพ้ท้องมากกว่าปกติ
การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายคุณแม่ ระยะนี้จะมีมูกมาปิดที่ปากมดลูกเพื่อป้องกันทารก
Labels:
ตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2
วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554
สัปดาห์ที่หก ของการตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2
สัปดาห์ที่หก
ระยะนี้ตัวอ่อนจะเจริญอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะสมอง ท่อ neural tube จะปิด หัวใจเด็กเริ่มเต้นสูบฉีดเลือด กระดูกใบหน้าเริ่มมีเกือบครบ แขนขาเริ่มเป็นตุ่ม ระบบหายใจและทางเดินอาหารเริ่มเกิด เด็กจะมีขนาด1/4-1/6 นิ้ว
ระยะนี้ตัวอ่อนจะเจริญอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะสมอง ท่อ neural tube จะปิด หัวใจเด็กเริ่มเต้นสูบฉีดเลือด กระดูกใบหน้าเริ่มมีเกือบครบ แขนขาเริ่มเป็นตุ่ม ระบบหายใจและทางเดินอาหารเริ่มเกิด เด็กจะมีขนาด1/4-1/6 นิ้ว
Labels:
ตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2
แม่น้องแพรวา....มีน้อง
หลังจากที่แม่น้องแพรวามีอาการเหมือนคนตั้งครรภ์มาประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่อวานตอนเช้าก็เลยตรวจเบื้องต้น ผลปรากฎว่าเป็นบวก 2 ขีด ตอนเย็นก็เลยพาไปพบคุณหมอที่ รพ.นวมินทร์ 9 ผลการตรวจของคุณหมอ ทิพย์ตั้งครรภ์ลูกคนที่สองได้ 6 สัปดาห์แล้ว กำหนดคลอดวันที่ 15 พ.ค. 2555 ครับ อาการเบื้องต้นแพ้เล็กน้อย หมอให้ยาแก้วิงเวียนและโฟเลตมาทาน แนะนำให้คุณแม่พักผ่อนให้เยอะ แต่ด้วยภาระหน้าที่การงาน แต่ยังไงเพื่อลูกที่กำลังจะเกิดมาครับ ส่วนคุณพ่อเองก็จะแบ่งเบาภาระงานบ้าน และทำเรื่องส่วนตัวเรื่องเรียนที่ลงทะเบียนไว้ ให้สำเร็จโดยเร็ว ...เพื่อลูกและสิ่งที่เราสองคนตั้งใจไว้ครับ
คุณหมอที่ฝากครรภ์ ด้วยชื่อ คุณหมอชัยวัฒน์ หมอสูติ จากแพทย์ มข. คุยถูกคอกันมาก คุณหมออารมณ์ดี
รายชื่อแพทย์ รพ.นวมินทร์ 9
คุณหมอที่ฝากครรภ์ ด้วยชื่อ คุณหมอชัยวัฒน์ หมอสูติ จากแพทย์ มข. คุยถูกคอกันมาก คุณหมออารมณ์ดี
รายชื่อแพทย์ รพ.นวมินทร์ 9
Labels:
ตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2
วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554
เมื่อลูกไม่ยอมนอน
การดูแลทารกนับเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพ่อ-แม่ทุกคน และการที่ลูกไม่ยอมนอนก็เป็น "เรื่องใหญ่" ของการดูแลทารก แทบจะกล่าวได้ว่า ไม่มีทารก หรือเด็กคนไหนที่จะผ่านวัยเด็ก มาโดยไม่เคยมีปัญหาด้านการนอนไม่หลับ อย่างน้อยหลายๆ สาเหตุ ก็ทำให้เด็กตื่นขึ้นกลางดึก เช่น ฝันร้าย หิวนม ถ่ายปัสสาวะ เหนื่อยมากเกินไป เป็นต้น เป็นสาเหตุที่ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของเด็ก
หลายท่านคงคาดไม่ถึงว่า ปัญหาการไม่ยอมนอนของลูก อาจทำลายความสัมพันธ์ที่ดีพ่อและแม่ได้ โดยเฉพาะ ถ้าลูกไม่ยอมนอนตอนกลางคืน เพราะการที่ลูกไม่ยอมนอน จะทำให้เด็กยิ่งเหนื่อยมาก และเมื่อยิ่งเหนื่อยมาก ก็ยิ่งหลับยากขึ้น แล้วร้องกวนงอแงมากขึ้น ขณะที่เวลากลางคืนเป็นเวลาพักผ่อนนอนหลับ ของพ่อและแม่ เมื่อลูกร้องท่านก็ต้องผลัดกันตื่นมาดูแลลูก จนที่สุดทั้งพ่อและแม่ก็พลอยไม่ได้หลับไปด้วย การไม่ได้หลับของผู้ใหญ่ ก็ทำให้เพลียได้ไม่ต่างกับเด็ก จนที่สุดกลายเป็นความหงุดหงิดอารมณ์เสีย และพานทะเลาะกันง่ายกลายเป็นปัญหาครอบครัว ที่ลูกเป็นสิ่งบั่นทอนชีวิตคู่ไปในที่สุด
ถ้าท่านหาสาเหตุการไม่ยอมนอนของลูกพบก็แก้ไขได้โดยไม่ยาก นอกจากสาเหตุที่ท่านมักจะมองข้าม จนไม่สามารถแก้ไขการไม่ยอมนอนของลูก ได้สำเร็จ คือ ปัญหาเด็กขาดความรักและความอบอุ่น ความรู้สึกที่ว่า พ่อและแม่ไม่รักตน ทำให้เด็กรู้สึกกังวลไม่ปลอดภัย ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ หวั่นไหวง่ายและขี้แง เกิดปัญหาในการนอนตามมา เพราะเด็กจะรู้สึกว่า การที่พ่อ-แม่รัก เป็นสิทธิที่ลูกควรได้รับ ดังนั้นการแสดงออก ที่เป็นการใช้อำนาจของพ่อและแม่ จะยิ่งเสริมความรู้สึกขาดความสุข ของลูกที่ขาดความมอบอุ่นยิ่งขึ้น จนถึงขั้น "เก็บกด" และลูก จะดำเนินการโต้ตอบด้วยความโกรธ เรียกร้องความสนใจทั้งกลางวันและกลางคืน ด้วยการไม่ยอมนอนนั่นเอง
ในบทความนี้จะกล่าวถึงพื้นฐานการนอนหลับ ตั้งแต่แรกเกิดของทารก เริ่มตั้งแต่หลังคลอด เมื่อทารกกลับมาจากโรงพยาบาลที่หนูน้อยเกิดขึ้นมานั่นเอง ทารกจะหลับหลังจากดูดนมอิ่มแล้วทุกครั้ง บางทีก็จะหลับ โดยไม่ได้ตื่นขึ้นมาดูดนมในเวลากลางคืนอีก ช่วงนี้คนที่นอนไม่หลับ กลายเป็นคุณพ่อคุณแม่มากกว่า เพราะเกิดความกังวลกลัวลูกจะตื่นขึ้นมา แล้วตนไม่รู้ตัว ก็เกร็งนอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท ดังนั้นในช่วง 2 เดือนแรก พ่อและแม่ควรสร้างความคุ้นเคยกับทารกให้มากที่สุด แล้วทารกก็เรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและหลับลงได้โดยง่ายด้วย ช่วง 2 เดือนแรกนี้ ลักษณะการนอนของเด็กจะขึ้นอยู่กับว่า ทารกได้รับอาหารและความรักเพียงพอหรือไม่ เด็กจะรู้สึกสบาย และนอนหลับต่อไปได้ แม่ต้องใจเย็นๆ ให้นมจนลูกอิ่มอย่างช้าๆ ทะนุถนอม และไม่เร่งรีบ สังเกตดูจะพบว่า ทารกต้องการต่างกัน บางคน ต้องการให้แม่กอดรัดตลอดเวลาที่ให้นม บางคน ต้องการให้กอดตอนก่อนนอนจนหลับไป
ในช่วงเดือนแรก
ทารกสามารถรับทราบความรักจากการสัมผัสของพ่อและแม่ พร้อมๆ กับเริ่มเรียนรู้ที่จะฟังเสียงของพ่อแม่ สิ่งที่จะทำให้ทารก ผ่อนคลายจนนอนหลับได้ นอกเหนือจากการกอดสัมผัสของพ่อแม่แล้ว ยังมีวิธีการโยก หรือไกวเปลกล่อมเบาๆ ตบก้นเบาๆ ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน บางท่านอาจพูดคุยกับลูก หรือร้องเพลงกล่อมขณะให้นมลูกก็เป็นวิธีที่ได้ผลดี ในช่วงอายุนี้ทารกจะหลับประมาณวันละ 16 ชั่วโมง และหิวนมทุกๆ 3-4 ชั่วโมง
เมื่อย่างเข้าสู่วัย 2-4 เดือน
ทารกก็ยังต้องการนอนหลับมากๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน เด็กจะต้องการนมในระยะห่างจากช่วง 2 เดือนแรก บางคนต้องการนมทุก 5-6 ชั่วโมง แต่บางคนจะนอนครั้งละ 7-8 ชั่วโมง จึงจะตื่นมารับประทานนม บางคนจะตื่นจะดูดนมเพียงคืนละครั้ง ขณะที่บางคนยังตื่นขึ้นมาคืนละ 2 ครั้ง แต่ตอนกลางวันจะตื่นบ่อยกว่ากลางคืน
เป็นที่น่าสังเกตว่า เด็กวัยนี้จะไม่ค่อยโมโหหิว คือ มักจะตื่นขึ้นมาเล่นสักพักจึงจะร้องดูดนม ดังนั้นแม่อาจปล่อยให้ลูกเล่นไป จนร้องแล้วค่อยเข้าไปป้อนนมก็ได้ เพราะลูกเล่นจนเหนื่อย เมื่อดูดนมจะหลับต่อได้ง่ายขึ้น การร้องเพลงกล่อมให้ลูกผ่อนคลาย ช่วยปลอบทารกให้สงบลง
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในวัยนี้ท่านไม่ควรนำเด็กเดินทางไปไหนๆ เพราะจะทำให้เด็กตื่นบ่อยๆ ตามจังหวะที่รถเคลื่อนที่ทำให้เด็ก ต่อต้านการนอนและจงใจตื่น ในที่สุดเมื่อนอนไม่หลับ เด็กก็จะเหนื่อยเกินไปและงอแงนอนไม่ได้ ท่านควรรีบแก้ไขทันที อย่าปล่อยให้เวลาผ่านเนิ่นนานไป ทำให้เด็กมีนิสัยขี้หงุดหงิดเลี้ยงไม่ค่อยโต เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอตามมา
สิ่งที่น่ารู้อีกอย่างสำหรับเด็กวัย 2 เดือนก็คือ "ความหิว" จะไม่ปลุกให้เด็กตื่นในตอนกลางคืน กับการที่เด็กดูดนมมากๆ ก่อนนอน ก็ไม่ได้มีผลต่อการนอนอย่างชัดเจน และเรื่องความฝันก็ไม่ได้ทำให้เด็ก ตื่นขึ้นมาได้เพียงแต่ค่อนข้างแน่ชัดว่าเด็กวัยนี้เริ่ม "ฝัน" แล้วหากเป็นฝันดีจะยิ้มและหัวเราะ ถ้าฝันร้ายเด็กจะดิ้นหรือร้องไห้แล้วหลับต่อ
มีเด็กอีกหลาย ๆ คนที่ไม่ยอมนอนตอนกลางคืนและเอาแต่ร้องไห้ สาเหตุหลักส่วนใหญ่เกี่ยวกับ การเกิดอาการจุกเสียดในเวลาเย็น ซึ่งเป็นผลมาจากการร้องไห้มากเกินไป ความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมมาตลอดวัน แม่เร่งให้ลูกดูดนมในตอนเย็นให้เสร็จเร็ว ๆ ทำให้ทารกหิวในช่วงดึก เป็นต้น
แต่จะว่าไปแล้ว อาการจุกเสียดมีความสัมพันธ์กับการร้องไห้เหนื่อยเกินไป หิวหรือตึงเครียด ปัญหาที่เกี่ยวกับพ่อแม่ทำให้เด็กอารมณ์เสียไม่ผ่อนคลาย จึงแสดงออกมาทำให้ท้อง ระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไป แต่สิ่งที่สำคัญคือ เด็กเล็กพูดไม่ได้ ไม่สามารถบอกอาการอะไรได้ ทำได้แต่เพียงร้องไห้ ยิ่งร้องไห้ก็ยิ่งเป็น เมื่อรู้สึกไม่สบายในท้อง เด็กจะไม่ยอมกินอะไร บ่องครั้งจะร้องคราง ซูบซีดลง บางครั้งอาจมีเหงื่อท่วมตัว บางคนอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้าลูกมีอาการทางกายมากควรรีบปรึกษากุมารแพทย์ แต่ถ้าอาการแสดงออกเป็นเพียงเรื่องของการไม่ยอมนอน ท่านต้องให้ความอบอุ่นและเข้าใจลูกมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกของท่าน ผ่อนคลายที่สุดก็จะหลับได้
ถึงช่วงอายุได้ 4-8 เดือน
ทารกหลายรายเคยที่เคยกรีดร้องก็จะสงบลงได้บ้าง ทารกจะ "รู้ความ" มากขึ้น จะขี้เล่น สนุกสนานร่าเริง เริ่มแสดงนิสัย อันเป็นบุคลิกภาพส่วนตัวออกมา แต่อาจจะมีบางคนยังเป็นเด็ก ที่เอาใจยากเหมือนเดิม ส่วนทารกที่เคยหลับเก่งก็เริ่มจะหลับน้อยลง ตอนกลางคืนจะดูดนมน้อยครั้งลงเหลือเพียงครั้งเดียว หรือบางคนให้นมก่อนนอนเด็กจะหลับยาวจนถึงเช้า เด็กบางคน ที่งีบหลับเป็นช่วงสั้นๆ ในตอนกลางวันวันละหลายๆ ครั้งอาจง่วง และอารมณ์เสียในตอนกลางคืนจึงร้องโยเยบ้างก่อนจะนอน แล้วจะหลับยาวตลอดคืน
ถ้าเช่นนั้นปัญหาในวัย 4-8 เดือน เกี่ยวกับการนอนคืออะไร
คำตอบก็ยังเป็นเช่นเดียวกับแรกเกิดถึง 4 เดือน คือ กรณีที่เด็กตื่นมารับประทานคืนละหลายครั้ง อาจเกิดเนื่องจาก ได้รับอาหารเสริมหรือนอนไม่เพียงพอจึงหิวอีก หรือเกิดเพราะทารก ไม่ได้รับการผ่อนคลาย ขาดความรักและความอบอุ่น หรือเป็นเพราะไม่สบาย ส่วนกรณีที่นอนไปแล้วตื่นขึ้นมาร้อง อาจเป็นเพราะฝันร้าย หรือความไม่สบายในการนอน เพราะเด็กทารกในวัยนี้ ต้องการความสบายในการนอนมากกว่าช่วงแรก ต้องไม่ร้อนเกินไป ไม่เย็นเกินไป และมักจะไม่ชอบให้ห่อตัวนานๆ หรือรัดแน่นเกินไป บางรายไม่ยอมนอน เพราะในห้องมีแสงสว่าง วิธีแก้ก็คือ การทำให้ในห้องนอนมืด
เมื่อเด็กอายุได้ 8 เดือน ถึงขวบครึ่ง
ทารกจะเริ่มหัดเดิน คลานเตาะแตะเริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวและไม่เห็นด้วยกับการบังคับให้นอนของพ่อและแม่ เริ่มรู้ที่จะดูแลตนเองในยามกลางคืน รู้จักที่นอนของตนเอง เด็กจะเริ่มซุกซนทำเสียงอึกทึก และห่วงเล่นไม่ยอมนอน ช่วงกลางวันเด็กในวัยนี้จะหลับสั้น ๆ แต่หลับหลายรอบ ส่วนตอนกลางคืนอาจหลับยาว 10-12 ชั่วโมง มีบางคน ยังตื่นมารับประทานนมอยู่ 1-2 ครั้ง
การที่ทารกเคลื่อนไหวไปมาได้มาก ทำให้เหนื่อยขึ้น ยิ่งถ้าเล่นมากยิ่งหลับยาก บางคนจะเริ่มก่อกวนตอนเที่ยงคืน เพราะหลับสบายมาก่อนหน้านี้หลายชั่วโมง บางกรณีที่เด็กไม่ยอมนอน เป็นเพราะเมื่อตอนเล็กกว่านี้ได้นอนกับพ่อแม่ เมื่อโตขึ้นกับถูกใส่เปล ให้นอนคนเดียวเด็กจะรู้สึกขาดความอบอุ่นทำให้ไม่ยอมนอน ท่านต้องปลอบโยนเล่านิทานให้ฟังจนเด็กรู้สึกมั่นคงปลอดภัยก็จะหลับไปได้
เมื่อเด็กโตขึ้นอีกจนถึงอายุ 3 ขวบ
พบว่า "ความฝัน" มักเป็นตัวปัญหาในการนอนของเด็กในวัยนี้ พฤติกรรมปกติของเด็กจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาแก่พ่อ-แม่ พบว่า เด็กจะนอนกลางวันเพียงครั้งเดียว และกลางคืนมักจะนอนยาว เว้นแต่จะปวดฉี่จึงจะตื่น
สุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ เด็กที่อายุ 3 ขวบขึ้นไป ท่านจะยิ่งสบายขึ้น ปัญหาด้านการนอนของเด็กจะน้อยลงไป เด็กส่วนใหญ่จะหลับตอนกลางคืน นอกจากจะปวดฉี่ หรือฝันร้าย หรือเดินละเมอ สำหรับเด็กที่อายุ 3-6 ขวบ ยังคงต้องการนอนกลางวันอยู่ และตอนกลางคืนต้องการเวลานอนวันละ 10 ชั่วโมง จึงจะเพียงพอเมื่อโตกว่า 10 ขวบแล้วใช้เวลานอนเพียงวันละ 8 ชั่วโมงต่อคืน
เทคนิคและขั้นตอนที่จะทำให้ลูกของท่านนอนหลับได้อย่างเป็นสุข เมื่อลูกไม่ได้ลุกขึ้นมาร้องกวนตอนกลางคืน
เริ่มตั้งแต่ทารกแรกเกิด ท่านมีวิธีง่ายๆ ที่จะสอนให้ลูกนอนได้แก่ การทำให้ลูกอิ่มแต่พอควร ไม่อิ่มเกินไปจนท้องอืดนอนไม่หลับ ต้องแน่ใจว่าลูกได้ผ่อนคลาย เช่น ใช้เสียงกล่อม โยกเปลกล่อม ให้ดูดจุกนมหลอก กอดลูกไว้ในอ้อมแขน ตบหัวลูกเบาๆ ร้องเพลงกล่อมลูก วางทารกไว้ที่สบายที่สุด เช่น เปล เตียงนอน เป็นต้น
สิ่งสำคัญและควรทำเป็นกิจวัตรก็คือ การสร้างกิจกรรมขึ้นมาสักอย่าง ให้เด็กเรียนรู้ไม่ว่า เมื่อเริ่มกิจกรรมนี้แล้วจะต้องจบลงด้วยการนอนหลับของลูก และหมั่นรักษากิจกรรมนี้ไว้ตราบเท่าที่ยังใช้ได้ผล โดยตัวของท่าน จะต้องตั้งใจทำกิจกรรมนี้ ไม่ใช่มัวแต่ห่วงงานอื่น ทำให้พะว้าพะวัง ทำๆ หยุดๆ จนไม่ได้ผล กิจกรรมนี้อาจเป็นกิจกรรมต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วคือ การร้องเพลงกล่อม ไกวเปล ให้ดูดจุกนมหลอก ฯลฯ ทุกอย่างที่ทำ เพื่อให้ทารกรู้สึกง่วงเพราะ ถ้าไม่ง่วง ไม่อิ่ม ไม่ผ่อนคลายเด็กจะไม่ยอมนอน เด็กบางคนชอบให้อาบน้ำก่อนนอน การอาบน้ำจะช่วยหยุดนิสัย กรีดร้องตอนกลางคืนของเด็กได้ และช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้นแต่ถ้าเด็กกรีดร้องมาก ท่านอย่าเพิ่งอารมณ์เสีย ควรวางทารกในท่านอนคว่ำ สัก 10-15 นาที พร้อมๆ กับตัวท่านควรสงบสติอารมณ์ แล้วจึงปลอบโยนทารกใหม่ หากยังไม่ได้ผล ให้กอดลูกให้แน่นๆ เด็กอาจจะเลิกร้องและยอมนอน เว้นเสียแต่ เด็กจะไม่สบายจริงๆ
เมื่อลูกโตขึ้นมาอีก 2-3 เดือน เด็กจะมีความรู้สึกที่ไวขึ้น ต่อการสัมผัสและอุณหภูมิ ดังนั้นเมื่อคุณกล่อมจนลูกหลับแล้ว ไม่เป็นการแปลกเลยที่เมื่อคุณวางเด็กลงบนที่นอนแล้ว เด็กจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีก นั้นเป็นเพราะการย้ายลูกจากอ้อมกอดที่อุ่นๆ ของท่านไปวางบนที่นอนที่เย็นกว่า จะปลุกให้ลูกตื่น วิธีแก้ไขก็คือให้ท่านตบก้นลูกเบาๆ ให้เกิดความรู้สึกที่เป็นจังหวะ และสัมผัสที่ต่อเนื่อง ถ้ายังไม่หลับให้ตบก้นเบาๆ แต่ถี่ขึ้นกว่าเดิม หรืออุ้มขึ้นมากล่อมใหม่ให้หลับแล้วจึงวางเด็กลงไปใหม่
การเปลี่ยนที่นอนของลูกบ่อยๆ เช่น เดี๋ยวก็วางในเปล เดี๋ยวก็วางในตระกร้า หรือบางทีก็ให้นอนบนที่นอนของท่าน จะทำให้ทารกหลับยาก ท่านควรเอาใจใส่ให้เด็กหลับให้เป็นที่เป็นทาง ให้เด็กเรียนรู้ที่จะนอนหลับที่นั่น เด็กจะเรียนรู้ที่จะนอนในที่ที่คุณต้องการ เป็นการฝึกนิสัยการนอนที่ถูกต้องให้กับเด็ก
เมื่อทารกตัวใหญ่ขึ้นก็ไม่เหมาะที่จะนอนในตระกร้าอีกต่อไป ควรให้ลูกนอนในเปลหรือนอนบนเตียง หากบางท่านจะแยกให้ลูก นอนห้องส่วนตัว ท่านสามารถทำได้ตั้งแต่ลูกท่านอายุ 4 เดือน แต่ต้องแน่ใจว่าห้องของลูกจะต้องอยู่ไม่ไกลเกินกว่าที่ท่าน จะฟังเสียงร้องเรียกของลูกได้
ใครควรเป็นผู้พาลูกเข้านอน ?
ทารกมักจะคุ้นเคยกับการให้คนพาเข้านอน คนที่คุ้นเคยส่วนใหญ่ จะเป็นพ่อและแม่ เด็กมักจะชินกับคนที่พาเข้านอนทุกๆ วัน และจะรู้ว่า จะหลับได้อย่างสบายใจ อบอุ่นและมั่นคง ถ้าเปลี่ยนคนพาเข้านอน ระยะแรกเด็กอาจจะไม่คุ้นเคย ทำให้นอนไม่หลับ งอแง แต่ถ้าเวลาผ่านไปเด็กจะยอมรับสถานการณ์นั้นได้ สิ่งสำคัญก็คือ ควรใช้วิธีการเดียวกันในการพาลูกเข้านอน ไม่ว่าผู้ที่พาเข้านอน จะเป็นพ่อ-แม่, พี่เลี้ยง, คุณปู่-คุณย่า, คุณตา-คุณยาย ควรทำให้เด็กคุ้นเคย กับวิธีการมากกว่าตัวบุคคล เด็กจะหลับได้เป็นเวลาและมีแบบแผน
ควรให้ลูกนอนที่ไหน ?
สถานที่นอนมักจะไม่เป็นปัญหา สำหรับเด็กที่นอนง่ายหลับง่าย แต่จะเป็นปัญหามากในเด็กที่หลับยาก กรณีหลังนี้ ท่านต้องเอาใจใส่การสอนให้ลูกหลับในที่ใดที่หนึ่งให้ได้ โดยให้ลูกเรียนรู้ที่หลับที่นั่นแล้วเมื่อถึงเวลานอน ลูกจะนอนหลับได้ ตามที่คุณต้องการ
ในวัย 1-2 เดือน ท่านอาจให้ลูกนอนในตระกร้าหรือบนที่นอน เล็กๆ เมื่อโตขึ้นหน่อยควรให้นอนในเปล เพราะทารกจะตื่นไวขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น การไกวเปลจะช่วยให้ลูกนอนหลับต่อได้
ทารกบางคนขี้ตกใจ การจับให้นอนคว่ำ จะช่วยให้หลับตื่นได้ดีขึ้น และยังช่วยขจัดปัญหาเรื่องท้องอืด เพราะท่านอนคว่ำช่วยให้ขับลมออกมาได้
ส่วนการแยกห้องนอนของลูกเป็นสัดส่วน ท่านสามารถทำได้โดยเริ่มตั้งแต่ลูกเริ่มอดนมตอนกลางคืน คือ เมื่อลูกหลับยาวตลอดคืนโดยไม่ลุกขึ้นมารับประทานนมอีก
อุณหภูมิภายในห้องนอนของลูก ควรเป็นอุณหภูมิปกติ ไม่เย็นหรืออุ่นเกินไป เพราะอากาศที่เย็นเกินไปหรืออุ่นเกินไป จะทำให้อากาศแห้งเกินไป จนทำให้ทารกไอ, เป็นหวัดได้ง่าย
ส่วนเรื่องรบกวนในเวลานอน ปรากฏว่า เด็กไม่ต้องการความเงียบ มากเกินไป การที่ครอบครัวส่งเสียงดังบ้าง เด็กอาจจะชิน และรู้สึกว่ามีคนอยู่ใกล้ๆ ในทางตรงกันข้ามเสียงที่อึกทึกมากเกินไป เด็กก็ไม่ชอบ การเปิดเพลงเบาๆ ให้เด็กฟังเวลานอน ช่วยให้เด็กเคลิ้มและหลับง่ายขึ้น
ถ้าลูกตื่นขึ้นมาร้องไห้ตอนกลางคืนท่านจะแก้ไขอย่างไรดี ?
ท่านมีทางเลือกอยู่ 3 ทาง ที่พอจะทำได้ คือ
ทางเลือกที่ 1 ปล่อยให้ลูกร้องต่อไปสักพัก
โดยปกติลูกจะตื่นขึ้นมาร้องไห้ภายหลังจากที่ได้นอนไปแล้ว 4 ชั่วโมง และจะร้องดังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพ่อแม่หรือพี่เลี้ยงไม่มาโอ๋เสียที เมื่อร้องจนเหนื่อยแล้วเด็กจะหลับไปเอง สิ่งที่ต้องทำใจให้ได้ก็คือ ต้องอดทนที่จะฟังเสียงกรีดร้องของลูกใน 2-3 วันแรก เมื่อลูกรู้ว่าวิธีกรีดร้องนี้ไม่ได้ผลแกก็จะไม่ร้องไห้อีกต่อไป วิธีนี้อาจจะดูแรงไปสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ดังนั้นขอแนะนำ ให้ใช้กับลูกอายุเกิน 1 ขวบไปแล้ว
ทางเลือกที่ 2 เข้าไปปลอบลูกตั้งแต่เริ่มร้อง
หลายๆ ท่านอาจทนฟังเสียงลูกกรีดร้องไม่ได้ จึงใช้วิธีการให้ความเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ เข้าไปหาลูก เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ ตบก้นหรือพูดคุยปลอบโยนลูกเบาๆ หากจำเป็นก็อาจจะอุ้มขึ้นมากล่อมจนลูกเริ่มหลับแล้วจึงวางนอนใหม่ โดยพยายามเอาใจใส่ตามความจำเป็นเท่านั้น ไม่โอ๋จนเกินเหตุ แล้วเพิ่มช่วงห่างในการเข้าไปปลอบขึ้นเรื่อย ๆ วิธีนี้จะใช้ได้ผลมาก เมื่อทารกตื่นขึ้นตอนกลางคืนภายหลังจากที่หายป่วยใหม่ ๆ หรือฟันเริ่มขึ้น และวิธีนี้ใช้ได้กับเด็กทุกช่วงอายุ แต่ท่านจะต้องเหนื่อย และใช้ความอดทนมากกว่าวิธีแรก
ทางเลือกที่ 3 ปล่อยเลยตามเลย
วิธีนี้ควรเป็นทางเลือกสุดท้ายก่อนจะปล่อยเลยตามเลย ท่านควรพาลูกไปตรวจสุขภาพก่อน ถ้ามีสิ่งผิดปกติ เกี่ยวกับร่างกายของลูกก็ควรแก้ไขเสีย เด็กอาจจะหยุดร้องไห้กลางคืนได้ หากยังร้องอยู่ท่านอาจใช้ทั้ง 2 ทางเลือกข้างต้นสลับทุกๆ 6-8 สัปดาห์ เมื่อท่านเข้มแข็งขึ้นลูกจะเชื่อฟังท่านมากขึ้น
ส่วนกรณีที่ลูกของท่านชอบตื่นมาตอนเช้าๆ (เช้ากว่าเวลาปกติที่คุณตื่น) ถ้าลูกโตพอที่จะเอานมใส่ปากได้เอง ท่านควรเตรียมนมไว้ให้เด็กดูดเองสัก 60 ซีซี เด็กจะหลับต่อได้จนเช้า แต่ถ้าเด็กไม่หิว ท่านอาจจะเข้าไปตบก้นเด็กเบาๆ จนลูกหลับไป หรือนำเด็กมานอนบนเตียงกับท่านกอดเขาไว้จนหลับไปก็ได้
อะไรบ้างเป็นสาเหตุให้ลูกนอนไม่หลับ ?
สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ลูกของท่านไม่ยอมนอน ได้แก่ ความกระวนกระวาย ความตื่นเต้น ความเหน็ดเหนื่อย ความเจ็บไข้ได้ป่วย และสาเหตุที่พบบ่อยๆ ก็คือ "ฝันร้าย" เริ่มตั้งแต่ลูกอายุได้ 2 ขวบ จิตนาการของเด็กที่เกิดขึ้นในช่วงกลางวัน อาจจะถูกนำไปใช้ ในเวลากลางคืนด้วย ถ้าเด็กร้องไห้หรือกรีดร้อง ทั้งที่ยังหลับอยู่ เมื่อท่านเข้าไปหาลูกแต่ลูกยังหลับอยู่แสดงว่าลูกกำลังฝันร้าย ท่านควรปลุกให้ลูกตื่นแล้วปลอบโยนแกเบาๆ แต่ถ้าลูกฝันร้ายทุกคืน ควรตรวจดูว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้ฝันร้าย เช่น น้อยใจพ่อแม่ อิจฉาพี่น้อง ดูทีวีรายการที่ไม่เหมาะสม หรือกลัวความมืด ฯลฯ ถ้าแก้ไขสาเหตุได้ เด็กจะหยุดฝันร้าย
บางทีเหตุการณ์พิเศษในช่วงที่เด็กจดจำได้ ก็มีผลรบกวน การนอนของเด็ก เช่น พ่อและแม่ทะเลาะกันรุนแรง การเจ็บป่วย ขนาดที่ต้องเข้าโรงพยาบาล ถูกฉีดยา หรือถูกทำให้เจ็บปวดก็ ทำให้ลูกนอนไม่หลับ
ท้ายที่สุดผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านมีกิจวัตรในการเข้านอน สร้างขึ้นมาให้เด็กเข้าใจความหมายว่า เมื่อเริ่มกิจวัตรนี้ก็จะได้เวลานอนแล้ว เช่น ในวัยแรกเกิด คือ การกอด การไกวเปล การวางลงนอน การดูดนม เมื่อถึงวัย 1 1/2- 2 1/2ขวบ อาจสอนให้ลูกบอกลาก่อนนอน หรือไปเข้าห้องน้ำแล้วจึงพาเข้านอน เมื่ออายุเกิน 2 1/2ขวบ อาจใช้วิธี เล่านิทานก่อนนอนซึ่งควรเป็นเรื่องสั้นๆ วันละเรื่องก็เพียงพอ เมื่อลูกโตขึ้น จนดูทีวีได้คุณอาจปล่อยให้ลูกหลับหน้าทีวี แล้วอุ้มเข้านอน หรือสอนให้ลูกสวดมนต์ก่อนเข้านอน เพื่อฝึกสมาธิไปในตัวก็เป็นการดี
อย่าลืม สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ให้ความรักความเข้าใจแก่ลูก ให้เพียงพอ ทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายให้มากที่สุด ลูกจะได้ไม่มีปัญหา ในการนอนอีกเลย ลองทำดูซิคะ
ภ.ญ.ยุวดี หงส์รัตนาวรกิจ
ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่
หลายท่านคงคาดไม่ถึงว่า ปัญหาการไม่ยอมนอนของลูก อาจทำลายความสัมพันธ์ที่ดีพ่อและแม่ได้ โดยเฉพาะ ถ้าลูกไม่ยอมนอนตอนกลางคืน เพราะการที่ลูกไม่ยอมนอน จะทำให้เด็กยิ่งเหนื่อยมาก และเมื่อยิ่งเหนื่อยมาก ก็ยิ่งหลับยากขึ้น แล้วร้องกวนงอแงมากขึ้น ขณะที่เวลากลางคืนเป็นเวลาพักผ่อนนอนหลับ ของพ่อและแม่ เมื่อลูกร้องท่านก็ต้องผลัดกันตื่นมาดูแลลูก จนที่สุดทั้งพ่อและแม่ก็พลอยไม่ได้หลับไปด้วย การไม่ได้หลับของผู้ใหญ่ ก็ทำให้เพลียได้ไม่ต่างกับเด็ก จนที่สุดกลายเป็นความหงุดหงิดอารมณ์เสีย และพานทะเลาะกันง่ายกลายเป็นปัญหาครอบครัว ที่ลูกเป็นสิ่งบั่นทอนชีวิตคู่ไปในที่สุด
ถ้าท่านหาสาเหตุการไม่ยอมนอนของลูกพบก็แก้ไขได้โดยไม่ยาก นอกจากสาเหตุที่ท่านมักจะมองข้าม จนไม่สามารถแก้ไขการไม่ยอมนอนของลูก ได้สำเร็จ คือ ปัญหาเด็กขาดความรักและความอบอุ่น ความรู้สึกที่ว่า พ่อและแม่ไม่รักตน ทำให้เด็กรู้สึกกังวลไม่ปลอดภัย ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ หวั่นไหวง่ายและขี้แง เกิดปัญหาในการนอนตามมา เพราะเด็กจะรู้สึกว่า การที่พ่อ-แม่รัก เป็นสิทธิที่ลูกควรได้รับ ดังนั้นการแสดงออก ที่เป็นการใช้อำนาจของพ่อและแม่ จะยิ่งเสริมความรู้สึกขาดความสุข ของลูกที่ขาดความมอบอุ่นยิ่งขึ้น จนถึงขั้น "เก็บกด" และลูก จะดำเนินการโต้ตอบด้วยความโกรธ เรียกร้องความสนใจทั้งกลางวันและกลางคืน ด้วยการไม่ยอมนอนนั่นเอง
ในบทความนี้จะกล่าวถึงพื้นฐานการนอนหลับ ตั้งแต่แรกเกิดของทารก เริ่มตั้งแต่หลังคลอด เมื่อทารกกลับมาจากโรงพยาบาลที่หนูน้อยเกิดขึ้นมานั่นเอง ทารกจะหลับหลังจากดูดนมอิ่มแล้วทุกครั้ง บางทีก็จะหลับ โดยไม่ได้ตื่นขึ้นมาดูดนมในเวลากลางคืนอีก ช่วงนี้คนที่นอนไม่หลับ กลายเป็นคุณพ่อคุณแม่มากกว่า เพราะเกิดความกังวลกลัวลูกจะตื่นขึ้นมา แล้วตนไม่รู้ตัว ก็เกร็งนอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท ดังนั้นในช่วง 2 เดือนแรก พ่อและแม่ควรสร้างความคุ้นเคยกับทารกให้มากที่สุด แล้วทารกก็เรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและหลับลงได้โดยง่ายด้วย ช่วง 2 เดือนแรกนี้ ลักษณะการนอนของเด็กจะขึ้นอยู่กับว่า ทารกได้รับอาหารและความรักเพียงพอหรือไม่ เด็กจะรู้สึกสบาย และนอนหลับต่อไปได้ แม่ต้องใจเย็นๆ ให้นมจนลูกอิ่มอย่างช้าๆ ทะนุถนอม และไม่เร่งรีบ สังเกตดูจะพบว่า ทารกต้องการต่างกัน บางคน ต้องการให้แม่กอดรัดตลอดเวลาที่ให้นม บางคน ต้องการให้กอดตอนก่อนนอนจนหลับไป
ในช่วงเดือนแรก
ทารกสามารถรับทราบความรักจากการสัมผัสของพ่อและแม่ พร้อมๆ กับเริ่มเรียนรู้ที่จะฟังเสียงของพ่อแม่ สิ่งที่จะทำให้ทารก ผ่อนคลายจนนอนหลับได้ นอกเหนือจากการกอดสัมผัสของพ่อแม่แล้ว ยังมีวิธีการโยก หรือไกวเปลกล่อมเบาๆ ตบก้นเบาๆ ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน บางท่านอาจพูดคุยกับลูก หรือร้องเพลงกล่อมขณะให้นมลูกก็เป็นวิธีที่ได้ผลดี ในช่วงอายุนี้ทารกจะหลับประมาณวันละ 16 ชั่วโมง และหิวนมทุกๆ 3-4 ชั่วโมง
เมื่อย่างเข้าสู่วัย 2-4 เดือน
ทารกก็ยังต้องการนอนหลับมากๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน เด็กจะต้องการนมในระยะห่างจากช่วง 2 เดือนแรก บางคนต้องการนมทุก 5-6 ชั่วโมง แต่บางคนจะนอนครั้งละ 7-8 ชั่วโมง จึงจะตื่นมารับประทานนม บางคนจะตื่นจะดูดนมเพียงคืนละครั้ง ขณะที่บางคนยังตื่นขึ้นมาคืนละ 2 ครั้ง แต่ตอนกลางวันจะตื่นบ่อยกว่ากลางคืน
เป็นที่น่าสังเกตว่า เด็กวัยนี้จะไม่ค่อยโมโหหิว คือ มักจะตื่นขึ้นมาเล่นสักพักจึงจะร้องดูดนม ดังนั้นแม่อาจปล่อยให้ลูกเล่นไป จนร้องแล้วค่อยเข้าไปป้อนนมก็ได้ เพราะลูกเล่นจนเหนื่อย เมื่อดูดนมจะหลับต่อได้ง่ายขึ้น การร้องเพลงกล่อมให้ลูกผ่อนคลาย ช่วยปลอบทารกให้สงบลง
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในวัยนี้ท่านไม่ควรนำเด็กเดินทางไปไหนๆ เพราะจะทำให้เด็กตื่นบ่อยๆ ตามจังหวะที่รถเคลื่อนที่ทำให้เด็ก ต่อต้านการนอนและจงใจตื่น ในที่สุดเมื่อนอนไม่หลับ เด็กก็จะเหนื่อยเกินไปและงอแงนอนไม่ได้ ท่านควรรีบแก้ไขทันที อย่าปล่อยให้เวลาผ่านเนิ่นนานไป ทำให้เด็กมีนิสัยขี้หงุดหงิดเลี้ยงไม่ค่อยโต เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอตามมา
สิ่งที่น่ารู้อีกอย่างสำหรับเด็กวัย 2 เดือนก็คือ "ความหิว" จะไม่ปลุกให้เด็กตื่นในตอนกลางคืน กับการที่เด็กดูดนมมากๆ ก่อนนอน ก็ไม่ได้มีผลต่อการนอนอย่างชัดเจน และเรื่องความฝันก็ไม่ได้ทำให้เด็ก ตื่นขึ้นมาได้เพียงแต่ค่อนข้างแน่ชัดว่าเด็กวัยนี้เริ่ม "ฝัน" แล้วหากเป็นฝันดีจะยิ้มและหัวเราะ ถ้าฝันร้ายเด็กจะดิ้นหรือร้องไห้แล้วหลับต่อ
มีเด็กอีกหลาย ๆ คนที่ไม่ยอมนอนตอนกลางคืนและเอาแต่ร้องไห้ สาเหตุหลักส่วนใหญ่เกี่ยวกับ การเกิดอาการจุกเสียดในเวลาเย็น ซึ่งเป็นผลมาจากการร้องไห้มากเกินไป ความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมมาตลอดวัน แม่เร่งให้ลูกดูดนมในตอนเย็นให้เสร็จเร็ว ๆ ทำให้ทารกหิวในช่วงดึก เป็นต้น
แต่จะว่าไปแล้ว อาการจุกเสียดมีความสัมพันธ์กับการร้องไห้เหนื่อยเกินไป หิวหรือตึงเครียด ปัญหาที่เกี่ยวกับพ่อแม่ทำให้เด็กอารมณ์เสียไม่ผ่อนคลาย จึงแสดงออกมาทำให้ท้อง ระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไป แต่สิ่งที่สำคัญคือ เด็กเล็กพูดไม่ได้ ไม่สามารถบอกอาการอะไรได้ ทำได้แต่เพียงร้องไห้ ยิ่งร้องไห้ก็ยิ่งเป็น เมื่อรู้สึกไม่สบายในท้อง เด็กจะไม่ยอมกินอะไร บ่องครั้งจะร้องคราง ซูบซีดลง บางครั้งอาจมีเหงื่อท่วมตัว บางคนอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้าลูกมีอาการทางกายมากควรรีบปรึกษากุมารแพทย์ แต่ถ้าอาการแสดงออกเป็นเพียงเรื่องของการไม่ยอมนอน ท่านต้องให้ความอบอุ่นและเข้าใจลูกมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกของท่าน ผ่อนคลายที่สุดก็จะหลับได้
ถึงช่วงอายุได้ 4-8 เดือน
ทารกหลายรายเคยที่เคยกรีดร้องก็จะสงบลงได้บ้าง ทารกจะ "รู้ความ" มากขึ้น จะขี้เล่น สนุกสนานร่าเริง เริ่มแสดงนิสัย อันเป็นบุคลิกภาพส่วนตัวออกมา แต่อาจจะมีบางคนยังเป็นเด็ก ที่เอาใจยากเหมือนเดิม ส่วนทารกที่เคยหลับเก่งก็เริ่มจะหลับน้อยลง ตอนกลางคืนจะดูดนมน้อยครั้งลงเหลือเพียงครั้งเดียว หรือบางคนให้นมก่อนนอนเด็กจะหลับยาวจนถึงเช้า เด็กบางคน ที่งีบหลับเป็นช่วงสั้นๆ ในตอนกลางวันวันละหลายๆ ครั้งอาจง่วง และอารมณ์เสียในตอนกลางคืนจึงร้องโยเยบ้างก่อนจะนอน แล้วจะหลับยาวตลอดคืน
ถ้าเช่นนั้นปัญหาในวัย 4-8 เดือน เกี่ยวกับการนอนคืออะไร
คำตอบก็ยังเป็นเช่นเดียวกับแรกเกิดถึง 4 เดือน คือ กรณีที่เด็กตื่นมารับประทานคืนละหลายครั้ง อาจเกิดเนื่องจาก ได้รับอาหารเสริมหรือนอนไม่เพียงพอจึงหิวอีก หรือเกิดเพราะทารก ไม่ได้รับการผ่อนคลาย ขาดความรักและความอบอุ่น หรือเป็นเพราะไม่สบาย ส่วนกรณีที่นอนไปแล้วตื่นขึ้นมาร้อง อาจเป็นเพราะฝันร้าย หรือความไม่สบายในการนอน เพราะเด็กทารกในวัยนี้ ต้องการความสบายในการนอนมากกว่าช่วงแรก ต้องไม่ร้อนเกินไป ไม่เย็นเกินไป และมักจะไม่ชอบให้ห่อตัวนานๆ หรือรัดแน่นเกินไป บางรายไม่ยอมนอน เพราะในห้องมีแสงสว่าง วิธีแก้ก็คือ การทำให้ในห้องนอนมืด
เมื่อเด็กอายุได้ 8 เดือน ถึงขวบครึ่ง
ทารกจะเริ่มหัดเดิน คลานเตาะแตะเริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวและไม่เห็นด้วยกับการบังคับให้นอนของพ่อและแม่ เริ่มรู้ที่จะดูแลตนเองในยามกลางคืน รู้จักที่นอนของตนเอง เด็กจะเริ่มซุกซนทำเสียงอึกทึก และห่วงเล่นไม่ยอมนอน ช่วงกลางวันเด็กในวัยนี้จะหลับสั้น ๆ แต่หลับหลายรอบ ส่วนตอนกลางคืนอาจหลับยาว 10-12 ชั่วโมง มีบางคน ยังตื่นมารับประทานนมอยู่ 1-2 ครั้ง
การที่ทารกเคลื่อนไหวไปมาได้มาก ทำให้เหนื่อยขึ้น ยิ่งถ้าเล่นมากยิ่งหลับยาก บางคนจะเริ่มก่อกวนตอนเที่ยงคืน เพราะหลับสบายมาก่อนหน้านี้หลายชั่วโมง บางกรณีที่เด็กไม่ยอมนอน เป็นเพราะเมื่อตอนเล็กกว่านี้ได้นอนกับพ่อแม่ เมื่อโตขึ้นกับถูกใส่เปล ให้นอนคนเดียวเด็กจะรู้สึกขาดความอบอุ่นทำให้ไม่ยอมนอน ท่านต้องปลอบโยนเล่านิทานให้ฟังจนเด็กรู้สึกมั่นคงปลอดภัยก็จะหลับไปได้
เมื่อเด็กโตขึ้นอีกจนถึงอายุ 3 ขวบ
พบว่า "ความฝัน" มักเป็นตัวปัญหาในการนอนของเด็กในวัยนี้ พฤติกรรมปกติของเด็กจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาแก่พ่อ-แม่ พบว่า เด็กจะนอนกลางวันเพียงครั้งเดียว และกลางคืนมักจะนอนยาว เว้นแต่จะปวดฉี่จึงจะตื่น
สุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ เด็กที่อายุ 3 ขวบขึ้นไป ท่านจะยิ่งสบายขึ้น ปัญหาด้านการนอนของเด็กจะน้อยลงไป เด็กส่วนใหญ่จะหลับตอนกลางคืน นอกจากจะปวดฉี่ หรือฝันร้าย หรือเดินละเมอ สำหรับเด็กที่อายุ 3-6 ขวบ ยังคงต้องการนอนกลางวันอยู่ และตอนกลางคืนต้องการเวลานอนวันละ 10 ชั่วโมง จึงจะเพียงพอเมื่อโตกว่า 10 ขวบแล้วใช้เวลานอนเพียงวันละ 8 ชั่วโมงต่อคืน
เทคนิคและขั้นตอนที่จะทำให้ลูกของท่านนอนหลับได้อย่างเป็นสุข เมื่อลูกไม่ได้ลุกขึ้นมาร้องกวนตอนกลางคืน
เริ่มตั้งแต่ทารกแรกเกิด ท่านมีวิธีง่ายๆ ที่จะสอนให้ลูกนอนได้แก่ การทำให้ลูกอิ่มแต่พอควร ไม่อิ่มเกินไปจนท้องอืดนอนไม่หลับ ต้องแน่ใจว่าลูกได้ผ่อนคลาย เช่น ใช้เสียงกล่อม โยกเปลกล่อม ให้ดูดจุกนมหลอก กอดลูกไว้ในอ้อมแขน ตบหัวลูกเบาๆ ร้องเพลงกล่อมลูก วางทารกไว้ที่สบายที่สุด เช่น เปล เตียงนอน เป็นต้น
สิ่งสำคัญและควรทำเป็นกิจวัตรก็คือ การสร้างกิจกรรมขึ้นมาสักอย่าง ให้เด็กเรียนรู้ไม่ว่า เมื่อเริ่มกิจกรรมนี้แล้วจะต้องจบลงด้วยการนอนหลับของลูก และหมั่นรักษากิจกรรมนี้ไว้ตราบเท่าที่ยังใช้ได้ผล โดยตัวของท่าน จะต้องตั้งใจทำกิจกรรมนี้ ไม่ใช่มัวแต่ห่วงงานอื่น ทำให้พะว้าพะวัง ทำๆ หยุดๆ จนไม่ได้ผล กิจกรรมนี้อาจเป็นกิจกรรมต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วคือ การร้องเพลงกล่อม ไกวเปล ให้ดูดจุกนมหลอก ฯลฯ ทุกอย่างที่ทำ เพื่อให้ทารกรู้สึกง่วงเพราะ ถ้าไม่ง่วง ไม่อิ่ม ไม่ผ่อนคลายเด็กจะไม่ยอมนอน เด็กบางคนชอบให้อาบน้ำก่อนนอน การอาบน้ำจะช่วยหยุดนิสัย กรีดร้องตอนกลางคืนของเด็กได้ และช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้นแต่ถ้าเด็กกรีดร้องมาก ท่านอย่าเพิ่งอารมณ์เสีย ควรวางทารกในท่านอนคว่ำ สัก 10-15 นาที พร้อมๆ กับตัวท่านควรสงบสติอารมณ์ แล้วจึงปลอบโยนทารกใหม่ หากยังไม่ได้ผล ให้กอดลูกให้แน่นๆ เด็กอาจจะเลิกร้องและยอมนอน เว้นเสียแต่ เด็กจะไม่สบายจริงๆ
เมื่อลูกโตขึ้นมาอีก 2-3 เดือน เด็กจะมีความรู้สึกที่ไวขึ้น ต่อการสัมผัสและอุณหภูมิ ดังนั้นเมื่อคุณกล่อมจนลูกหลับแล้ว ไม่เป็นการแปลกเลยที่เมื่อคุณวางเด็กลงบนที่นอนแล้ว เด็กจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีก นั้นเป็นเพราะการย้ายลูกจากอ้อมกอดที่อุ่นๆ ของท่านไปวางบนที่นอนที่เย็นกว่า จะปลุกให้ลูกตื่น วิธีแก้ไขก็คือให้ท่านตบก้นลูกเบาๆ ให้เกิดความรู้สึกที่เป็นจังหวะ และสัมผัสที่ต่อเนื่อง ถ้ายังไม่หลับให้ตบก้นเบาๆ แต่ถี่ขึ้นกว่าเดิม หรืออุ้มขึ้นมากล่อมใหม่ให้หลับแล้วจึงวางเด็กลงไปใหม่
การเปลี่ยนที่นอนของลูกบ่อยๆ เช่น เดี๋ยวก็วางในเปล เดี๋ยวก็วางในตระกร้า หรือบางทีก็ให้นอนบนที่นอนของท่าน จะทำให้ทารกหลับยาก ท่านควรเอาใจใส่ให้เด็กหลับให้เป็นที่เป็นทาง ให้เด็กเรียนรู้ที่จะนอนหลับที่นั่น เด็กจะเรียนรู้ที่จะนอนในที่ที่คุณต้องการ เป็นการฝึกนิสัยการนอนที่ถูกต้องให้กับเด็ก
เมื่อทารกตัวใหญ่ขึ้นก็ไม่เหมาะที่จะนอนในตระกร้าอีกต่อไป ควรให้ลูกนอนในเปลหรือนอนบนเตียง หากบางท่านจะแยกให้ลูก นอนห้องส่วนตัว ท่านสามารถทำได้ตั้งแต่ลูกท่านอายุ 4 เดือน แต่ต้องแน่ใจว่าห้องของลูกจะต้องอยู่ไม่ไกลเกินกว่าที่ท่าน จะฟังเสียงร้องเรียกของลูกได้
ใครควรเป็นผู้พาลูกเข้านอน ?
ทารกมักจะคุ้นเคยกับการให้คนพาเข้านอน คนที่คุ้นเคยส่วนใหญ่ จะเป็นพ่อและแม่ เด็กมักจะชินกับคนที่พาเข้านอนทุกๆ วัน และจะรู้ว่า จะหลับได้อย่างสบายใจ อบอุ่นและมั่นคง ถ้าเปลี่ยนคนพาเข้านอน ระยะแรกเด็กอาจจะไม่คุ้นเคย ทำให้นอนไม่หลับ งอแง แต่ถ้าเวลาผ่านไปเด็กจะยอมรับสถานการณ์นั้นได้ สิ่งสำคัญก็คือ ควรใช้วิธีการเดียวกันในการพาลูกเข้านอน ไม่ว่าผู้ที่พาเข้านอน จะเป็นพ่อ-แม่, พี่เลี้ยง, คุณปู่-คุณย่า, คุณตา-คุณยาย ควรทำให้เด็กคุ้นเคย กับวิธีการมากกว่าตัวบุคคล เด็กจะหลับได้เป็นเวลาและมีแบบแผน
ควรให้ลูกนอนที่ไหน ?
สถานที่นอนมักจะไม่เป็นปัญหา สำหรับเด็กที่นอนง่ายหลับง่าย แต่จะเป็นปัญหามากในเด็กที่หลับยาก กรณีหลังนี้ ท่านต้องเอาใจใส่การสอนให้ลูกหลับในที่ใดที่หนึ่งให้ได้ โดยให้ลูกเรียนรู้ที่หลับที่นั่นแล้วเมื่อถึงเวลานอน ลูกจะนอนหลับได้ ตามที่คุณต้องการ
ในวัย 1-2 เดือน ท่านอาจให้ลูกนอนในตระกร้าหรือบนที่นอน เล็กๆ เมื่อโตขึ้นหน่อยควรให้นอนในเปล เพราะทารกจะตื่นไวขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น การไกวเปลจะช่วยให้ลูกนอนหลับต่อได้
ทารกบางคนขี้ตกใจ การจับให้นอนคว่ำ จะช่วยให้หลับตื่นได้ดีขึ้น และยังช่วยขจัดปัญหาเรื่องท้องอืด เพราะท่านอนคว่ำช่วยให้ขับลมออกมาได้
ส่วนการแยกห้องนอนของลูกเป็นสัดส่วน ท่านสามารถทำได้โดยเริ่มตั้งแต่ลูกเริ่มอดนมตอนกลางคืน คือ เมื่อลูกหลับยาวตลอดคืนโดยไม่ลุกขึ้นมารับประทานนมอีก
อุณหภูมิภายในห้องนอนของลูก ควรเป็นอุณหภูมิปกติ ไม่เย็นหรืออุ่นเกินไป เพราะอากาศที่เย็นเกินไปหรืออุ่นเกินไป จะทำให้อากาศแห้งเกินไป จนทำให้ทารกไอ, เป็นหวัดได้ง่าย
ส่วนเรื่องรบกวนในเวลานอน ปรากฏว่า เด็กไม่ต้องการความเงียบ มากเกินไป การที่ครอบครัวส่งเสียงดังบ้าง เด็กอาจจะชิน และรู้สึกว่ามีคนอยู่ใกล้ๆ ในทางตรงกันข้ามเสียงที่อึกทึกมากเกินไป เด็กก็ไม่ชอบ การเปิดเพลงเบาๆ ให้เด็กฟังเวลานอน ช่วยให้เด็กเคลิ้มและหลับง่ายขึ้น
ถ้าลูกตื่นขึ้นมาร้องไห้ตอนกลางคืนท่านจะแก้ไขอย่างไรดี ?
ท่านมีทางเลือกอยู่ 3 ทาง ที่พอจะทำได้ คือ
ทางเลือกที่ 1 ปล่อยให้ลูกร้องต่อไปสักพัก
โดยปกติลูกจะตื่นขึ้นมาร้องไห้ภายหลังจากที่ได้นอนไปแล้ว 4 ชั่วโมง และจะร้องดังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพ่อแม่หรือพี่เลี้ยงไม่มาโอ๋เสียที เมื่อร้องจนเหนื่อยแล้วเด็กจะหลับไปเอง สิ่งที่ต้องทำใจให้ได้ก็คือ ต้องอดทนที่จะฟังเสียงกรีดร้องของลูกใน 2-3 วันแรก เมื่อลูกรู้ว่าวิธีกรีดร้องนี้ไม่ได้ผลแกก็จะไม่ร้องไห้อีกต่อไป วิธีนี้อาจจะดูแรงไปสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ดังนั้นขอแนะนำ ให้ใช้กับลูกอายุเกิน 1 ขวบไปแล้ว
ทางเลือกที่ 2 เข้าไปปลอบลูกตั้งแต่เริ่มร้อง
หลายๆ ท่านอาจทนฟังเสียงลูกกรีดร้องไม่ได้ จึงใช้วิธีการให้ความเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ เข้าไปหาลูก เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ ตบก้นหรือพูดคุยปลอบโยนลูกเบาๆ หากจำเป็นก็อาจจะอุ้มขึ้นมากล่อมจนลูกเริ่มหลับแล้วจึงวางนอนใหม่ โดยพยายามเอาใจใส่ตามความจำเป็นเท่านั้น ไม่โอ๋จนเกินเหตุ แล้วเพิ่มช่วงห่างในการเข้าไปปลอบขึ้นเรื่อย ๆ วิธีนี้จะใช้ได้ผลมาก เมื่อทารกตื่นขึ้นตอนกลางคืนภายหลังจากที่หายป่วยใหม่ ๆ หรือฟันเริ่มขึ้น และวิธีนี้ใช้ได้กับเด็กทุกช่วงอายุ แต่ท่านจะต้องเหนื่อย และใช้ความอดทนมากกว่าวิธีแรก
ทางเลือกที่ 3 ปล่อยเลยตามเลย
วิธีนี้ควรเป็นทางเลือกสุดท้ายก่อนจะปล่อยเลยตามเลย ท่านควรพาลูกไปตรวจสุขภาพก่อน ถ้ามีสิ่งผิดปกติ เกี่ยวกับร่างกายของลูกก็ควรแก้ไขเสีย เด็กอาจจะหยุดร้องไห้กลางคืนได้ หากยังร้องอยู่ท่านอาจใช้ทั้ง 2 ทางเลือกข้างต้นสลับทุกๆ 6-8 สัปดาห์ เมื่อท่านเข้มแข็งขึ้นลูกจะเชื่อฟังท่านมากขึ้น
ส่วนกรณีที่ลูกของท่านชอบตื่นมาตอนเช้าๆ (เช้ากว่าเวลาปกติที่คุณตื่น) ถ้าลูกโตพอที่จะเอานมใส่ปากได้เอง ท่านควรเตรียมนมไว้ให้เด็กดูดเองสัก 60 ซีซี เด็กจะหลับต่อได้จนเช้า แต่ถ้าเด็กไม่หิว ท่านอาจจะเข้าไปตบก้นเด็กเบาๆ จนลูกหลับไป หรือนำเด็กมานอนบนเตียงกับท่านกอดเขาไว้จนหลับไปก็ได้
อะไรบ้างเป็นสาเหตุให้ลูกนอนไม่หลับ ?
สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ลูกของท่านไม่ยอมนอน ได้แก่ ความกระวนกระวาย ความตื่นเต้น ความเหน็ดเหนื่อย ความเจ็บไข้ได้ป่วย และสาเหตุที่พบบ่อยๆ ก็คือ "ฝันร้าย" เริ่มตั้งแต่ลูกอายุได้ 2 ขวบ จิตนาการของเด็กที่เกิดขึ้นในช่วงกลางวัน อาจจะถูกนำไปใช้ ในเวลากลางคืนด้วย ถ้าเด็กร้องไห้หรือกรีดร้อง ทั้งที่ยังหลับอยู่ เมื่อท่านเข้าไปหาลูกแต่ลูกยังหลับอยู่แสดงว่าลูกกำลังฝันร้าย ท่านควรปลุกให้ลูกตื่นแล้วปลอบโยนแกเบาๆ แต่ถ้าลูกฝันร้ายทุกคืน ควรตรวจดูว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้ฝันร้าย เช่น น้อยใจพ่อแม่ อิจฉาพี่น้อง ดูทีวีรายการที่ไม่เหมาะสม หรือกลัวความมืด ฯลฯ ถ้าแก้ไขสาเหตุได้ เด็กจะหยุดฝันร้าย
บางทีเหตุการณ์พิเศษในช่วงที่เด็กจดจำได้ ก็มีผลรบกวน การนอนของเด็ก เช่น พ่อและแม่ทะเลาะกันรุนแรง การเจ็บป่วย ขนาดที่ต้องเข้าโรงพยาบาล ถูกฉีดยา หรือถูกทำให้เจ็บปวดก็ ทำให้ลูกนอนไม่หลับ
ท้ายที่สุดผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านมีกิจวัตรในการเข้านอน สร้างขึ้นมาให้เด็กเข้าใจความหมายว่า เมื่อเริ่มกิจวัตรนี้ก็จะได้เวลานอนแล้ว เช่น ในวัยแรกเกิด คือ การกอด การไกวเปล การวางลงนอน การดูดนม เมื่อถึงวัย 1 1/2- 2 1/2ขวบ อาจสอนให้ลูกบอกลาก่อนนอน หรือไปเข้าห้องน้ำแล้วจึงพาเข้านอน เมื่ออายุเกิน 2 1/2ขวบ อาจใช้วิธี เล่านิทานก่อนนอนซึ่งควรเป็นเรื่องสั้นๆ วันละเรื่องก็เพียงพอ เมื่อลูกโตขึ้น จนดูทีวีได้คุณอาจปล่อยให้ลูกหลับหน้าทีวี แล้วอุ้มเข้านอน หรือสอนให้ลูกสวดมนต์ก่อนเข้านอน เพื่อฝึกสมาธิไปในตัวก็เป็นการดี
อย่าลืม สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ให้ความรักความเข้าใจแก่ลูก ให้เพียงพอ ทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายให้มากที่สุด ลูกจะได้ไม่มีปัญหา ในการนอนอีกเลย ลองทำดูซิคะ
ภ.ญ.ยุวดี หงส์รัตนาวรกิจ
ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่
Labels:
น้องแพรวา
Growth Hormone มีผลต่อพัฒนาการเด็ก พ่อ แม่ ต้องใส่ใจ
ครั้งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ของเด็กชายนนท์พาลูกชายไปหาหมอ ในใจของพวกเขาคิดแต่เพียงว่าลูกชายมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ เนื่องจากเหนื่อยง่ายและตัวค่อนข้างเล็ก แต่เมื่อคุณหมอโรคหัวใจตรวจเด็กชายนนท์อย่างละเอียด ก็ต้องรีบส่งต่อให้คุณหมอแผนกต่อมไร้ท่อทันที เพราะผลการตรวจของแพทย์พบว่าน้องนนท์ซึ่งในบัตรประจำตัวระบุว่า 8 ขวบนั้น มีความสูงและขนาดของร่างกายเท่ากับเด็กอายุ 1 ปี!!! ด้านเด็กชายนทีมาพบแพทย์ในเวลาไล่เลี่ยกัน และในอายุที่เท่ากัน เด็กชายนทีกลับมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าทุกคนในห้องตรวจด้วยความสูงถึง 170 เซนติเมตร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขามีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ ขณะที่เด็กวัยนี้ควรสูงประมาณแค่ 110 เซนติเมตรเท่านั้น ส่วนเด็กหญิงนันทานั้นตั้งแต่เล็กจนโตมีความสูงปกติมาตลอด เมื่อเข้าชั้น ป.1 นันทาเข้าแถวหน้าเสาธงอยู่ตรงกลางแถวแต่พอขึ้นชั้น ป.3 หนูน้อยกลับต้องมายืนตรงที่โหล่ปลายแถวเตี้ยสุดในชั้น ทั้งที่เพื่อนๆ หลายคนสูงล้ำหน้าไปหมดแล้ว จนพ่อแม่ต้องรีบพามาหาหมอ เพราะเหตุใดที่ทำให้เด็กทั้ง 3 เกิดภาวะเช่นนี้ โชคชะตา โรคร้าย หรือว่าพันธุกรรม สิ่งใดคือตัวกำหนดให้พวกเขามีการเติบโตถดถอยลงเรื่อยๆ ทั้งที่จุดเริ่มต้นแห่งการปฏิสนธิเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ
ชื่อที่ปรากฏอยู่ในบทความนี้เป็นชื่อสมมติทั้งหมด เติบใหญ่เป็นต้นกล้า หากเปรียบชีวิตคนกับต้นไม้ ทั้งสองสิ่งเหมือนกันตรงที่ว่าต้องการปุ๋ยมาช่วยเสริมการเจริญเติบโตให้เป็นไปโดยปกติตามมาตรฐานที่ทุกคนมีติดตัวมา โดยมีพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดให้คนๆ หนึ่งมีความสูง ความเตี้ย ความดำ ความขาว แตกต่างกันไป ขณะเดียวกันภายในสมองของคนเราก็ประกอบไปด้วยองค์ประกอบต่างๆ เพื่อมีหน้าที่เป็นศูนย์กลางสั่นร่างกายให้ขับเคลื่อนไป และมีต่อมใต้สมองทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเพื่อใช้ในส่วนต่างๆ ในร่างกาย หนึ่งในนั้นเรียกว่า Growth Hormone มีบทบาทสำคัญในการสร้างการเจริญเติบโตให้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิด ถ้าฮอร์โมนตัวนี้ทำงานผิดปกติก็จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลูกอย่างมากมาย ขณะเดียวกันก็มีคนกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า ฮอร์โมนตัวนี้สามารถเพิ่มความสูงให้กับลูกได้ แต่ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีก็จะเกิดความเสียหายอย่างมหาศาลเช่นกัน
Parent Checklist
คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการสังเกตการเจริญเติบโตของลูกอย่างสม่ำเสมอเหราะหากลูกเจริญเติบโตช้าด้วยสาเหตุการขาดฮอร์โมนจะได้รับการรักษาได้อย่างรวดเร็วประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ถ้าลูกเจริญเติบโตช้ามาจากสาเหตุอื่นๆ ก็จะช่วยทำให้ดูแลลูกตามลักษณะอาการได้
…. ลูกตัวเล็กกว่ามาตรฐานมาโดยตลอด
…. ช่วงอายุ 4-9 ปี การเพิ่มของส่วนสูงน้อยมากกว่า 5 ซม./ปี
…. พล็อตกราฟความสูงแล้วความสูงต่ำกว่าเกณฑ์ในช่วงอายุนั้นๆ
…. อัตราการเพิ่มส่วนสูงภายใน 4 ปีน้อยกว่าปีละ 5 ซม.
…. เมื่ออายุ 1 ปีครึ่งขึ้นไป ขนาดร่างกายต่ำกว่าเกณฑ์ และตอนคลอดมีภาวะคลอดยาก คลอดแล้วต้องให้ออกซอเจน
…. คลอดออกมาแล้วตัวเล็ก เช่น หนักน้อยกว่า 2.5 กก. ความยาวแรกเกิดต่ำกว่า 50 ซม.
…. 3-4 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเปลี่ยนไซส์รองเท้าเลย
-เกณฑ์นี้ใช่ตั้งแต่แรกเกิดถึงวัยรุ่น-
หากลูกของคุณแม่มีอาการอย่างหนึ่งอย่างใดข้างต้น แสดงว่ามีการเจริญเติบโตผิดปกติ แต่จะเกิดฮอร์โมนผิดปกติหรือไม่ ก็ต้องให้แพทย์เป็นคนวินิจฉัยในขั้นตอนต่อไป
สูงหรือเตี้ย เหล่านี้คือปัจจัย…
พันธุกรรม
เด็กกลุ่มนี้มีขนาดร่างกายปกติเมื่อแรกเกิดและเติบโตขึ้นอย่างปกติเหมือนเด็กทั่วๆ ไป แต่มีอัตราการเจริญเติบโตที่ต่ำกว่าระดับปกติที่ยอมรับได้เพียงเล็กน้อย เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงตามที่ควรจะเป็นตามกรรมพันธุ์
อาหาร
เริ่มตั้งแต่ระยะที่เป็นทารกอยู่ในครรภ์ การรับประทานอาหารครบห้าหมู่
การเจ็บป่วยเรื้อรัง
บางโรค เช่น หอบ หืด หรือโรคที่ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทุกเดือน ทำให้เด็กได้รับสารอาหารไม่เพียง และระหว่างการป่วยต้องใช้พลังงานค่อนข้างสูงอาจทำให้เด็กเติบโตได้ไม่ดี
ฮอร์โมน
ความผิดปกติของฮอร์โมนหลายชนิดที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กตัวเตี้ย ได้แก่ ภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน เป็นต้น
เชื้อชาติ
คนเชื้อชาติตะวันตกจะมีความสูงมากกว่าทางตะวันออก
ความเครียด
มีผลทำให้การหลั่งของฮอร์โมนการเจริญเติบโตผิดปกติไป
ใครกำหนด Growth Hormone
Growth Hormone เป็น 1 ในฮอร์โมนหลายตัวที่ผลิตจากต่อมไร้ท่อที่หลั่งมาจากต่อมใต้สมอง ซึ่งจะผลิตได้ดีหากลูกมีอาการนอนหลับพักผ่อนและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และจะทำงานอย่างผิดปกติ หากต่อมใต้สมองได้รับการกระทบกระเทือน เช่น การเกิดเนื้อร้าย ซีสต์ไปกดทับต่อมใต้สมอง หรือเกิดในระหว่างการคลอดถ้าคลอดยากหรือคลอดในท่าก้นอาจทำให้เด็กตกอยู่ในภาวะขาดออกซิเจน เหล่านี้ส่งผลเสียต่อการทำงานของต่อมใต้สมองและจะยิ่งร้ายกว่านั้น หากเกิดปัญหาร่วมกับฮอร์โมนตัวอื่นที่ทำงานผิดปกติอีกด้วย
เมื่อ Growth Hormone ของลูกทำงานผิดปกติ นอกจากอัตราการเจริญเติบโตน้อยกว่าค่าปกติแล้ว ลูกยังอาจมีอาการ เสียงเล็กแหลม รูปร่างเตี้ยแต่จ้ำม่ำ ในเพศชายอาจพบว่ามีอวัยวะเพศเล็กกว่าเด็กทั่วๆ ไป บางรายที่ขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตชนิดรุนแรงจะพบว่ามีน้ำตาลในเลือดต่ำ และอาจเป็นเหตุให้เด็กชักจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้อีกด้วย
คลินิกเพิ่มความสูงเปิดทำการ
เมื่อพบว่าลูกโตช้าผิดปกติกว่าเด็กอื่น คุณแม่ควรพาเด็กมาหาหมอโดยเร็ว การรักษาตั้งแต่เล็กจะยิ่งได้ผลดี โดยคุณหมอจะติดตามดูการเจริญเติบโตไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อตรวจดูให้แน่ใจและค้นหาปัญหาแฝง โดยมีการเทียบสัดส่วนจากตารางการเจริญเติบโตมาตรฐานหรือที่เรียกว่า Growth Charts และนำส่วนสูงและประวัติการเจริญเติบโตของพ่อแม่และพี่น้องในครอบครัวมาคำนวณด้วย
สำรวจอายุกระดูก หากลูกมีสีดส่วนความสูงที่ผิดปกติ คุณหมอจะตรวจดูว่ามีสาเหตุมาจากฮอร์โมนผิดปกติหรือไม่ ด้วยการกระตุ้นด้วยยาบางชนิด และตรวจเลือด ซึ่งต้องใช้การทดสอบอย่างละเอียดอย่างน้อย 2 ครั้ง ร่วมกับการมีเอกซเรย์กระดูกบริเวณข้อมือของลูกว่ากระดูกปิดแล้วหรือยัง เพราะหากคุณหมอพบว่ารอยต่อต่างๆ ยังมีเงาสีดำอยู่แสดงว่าอายุกระดูกยังไม่ปิด เด็กสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ แต่ถ้ากระดูกเชื่อมต่อกันหมด ไม่มีเงาดำแสดงว่าอายุกระดูกปิดแล้ว ไม่ว่าวิธีใดก็ไม่สามารถช่วยได้ เข็มสู่เข็ม เทศกาลฉีดฮอร์โมน เมื่อได้ข้อสรุปแล้วว่า ลูกเติบโตช้าเนื่องจากความบกพร่องของฮอร์โมนเจริญเติบโต แพทย์ก็จะฉีดฮอร์โมนเจริญเติบโตให้ลูก ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้มีวิธีการสังเคราะห์ที่ซับซ้อน และต้องนำเข้าจากต่างประเทศ การรักษาโดยใช้ Growth Hormone จึงมีราคาค่อนข้างสูง ค่าใช้จ่ายในการใช้ฮอร์โมนเจริญเติบโตค่อนข้างสูงราคาประมาณ 500 บาทต่อยูนิต แต่ละวันจะฉีด 1 หน่วย ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กก. เช่น ถ้าเด็กหนัก 14-15 กก. ก็ต้องฉีด 1.4-1.5 ยูนิตทุกวัน วันละ 1 ครั้ง ในเวลาตอนเย็นหรือก่อนนอน ตรงบริเวณใต้ผิวหนัง ใน 1 เดือนจึงต้องใช้ค่าใช้จ่ายหลายหมื่นบาท การประเมินผลการรักษา เด็กที่มีภาวะพร่องฮอร์โมนแพทย์จะให้ Growth Hormone ติดต่อกันไปเรื่อยๆ จนกว่าอายุกระดูกจะปิด หรือสามารถเติบโตไปในเกณฑ์ที่น่าพอใจ เพราะถ้าหยุดฉีดก่อนเวลาที่เหมาะสม อาจทำให้ฮอร์โมนพร่องลงมาอีกได้ อย่างไรก็ดี พ่อแม่หลายคนคาดหวังว่า ลูกจะสูงเร็ว เท่ากับเด็กวัยเดียวกันที่มีความสูงตามเกณฑ์ปกตินั้น แต่ต้องทำความเข้าใจว่าการรักษาจะไม่ได้ผลขนาดนั้น เพียงช่วยให้เด็กมีความสูงใกล้เคียงกับเกณฑ์ปกติมากที่สุด ทั้งนี้ ปัจจัยการรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาเร็ว-ช้าที่คุณแม่พาลูกมาพบแพทย์ด้วย
ฉุกคิด หากจะฉีด Growth Hormone เพิ่มความสูง
Growth Hormone เป็นความหวังของพ่อแม่ที่ลูกมีปัญหาเรื่องความสูง ว่าฉีกแล้วสามารถเพิ่มความสูงให้แก่เด็กได้ แต่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพราะถ้าเด็กไม่ได้ขาดฮอร์โมนตัวนี้ฉีดแล้วจะเป็นอันตรายยิ่งกว่า นอกจากไม่ได้ประโยชน์แล้วยังสิ้นเปลือง และส่งผลในทางลบ คือ ไม่สูงแต่จะออกทางด้านกว้าง เช่น คางจะห่างออก มือ นิ้วจะอ้วนกว้าง น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป ในการใช้จึงจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
Concern Tips for Good Growthing
Parent Concern
Newborn
• ใส่ใจการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงของลูกตั้งแต่หลังคลอดจนกระทั่งเจริญเติบโตผ่านวัยเตาะแตะ วัยเรียน จนถึงวัยรุ่น
• พาลูกไปฉีดวัคซีนให้ครบเพื่อป้องกันโรคต่างๆ
• ระวังอย่าให้ลูกเจ็บป่วยเรื้อรัง และอย่าให้ลูกได้รับความกระทบกระเทือนบริเวณศรีษะอย่างแรง เช่น หกล้ม ศรีษะกระแทกพื้น เป็นต้น
baby - Kids
• ในช่วงที่ลูกกำลังเจริญเติบโตควรเลือกสรรอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ รวมทั้งเสริมอาหารบางตัว เช่น วิตามินและแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงและมีผลต่อพัฒนาการเจริญเติบโตของลูกด้วย
• นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนหลับสนิทเป็นช่วงที่ Growth Hormone จะหลั่งได้ดี ขอย้ำว่าต้องหลับสนิทจริงๆ เท่านั้น และห้ามนอนดึกเด็ดขาด
• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะร่างกายจะหลั่ง Growth Hormone ด้วยเช่นกัน
• อย่าละเลยสมุดบันทึกสุขภาพ ทุกครั้งที่พาลูกไปหาหมอให้บันทึกน้ำหนักตัวและส่วนสูงของลูกไว้ในสมุดบันทึกสุขภาพของลูก เพราะข้อมูลที่เราบันทึกไว้อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญและมีประโยชน์ต่อกุมารแพทย์ที่ดูแลปัญหาด้านการเจริญเติบโตของเด็กอย่างยิ่ง
Preteen
• ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีปัญหากังวลใจเกี่ยวกับความสูงของลูกต้องรีบพามาปรึกษากุมารแพทย์ก่อนที่ลูกจะเข้าสู่วัยรุ่น
• มีเด็กลุ่มหนึ่งที่เข้าสู่ภาวะกลุ่มเป็นหนุ่มเป็นสาวช้าหรือเรียกว่าม้าตีนปลาย จะมีอายุกระดูกน้อยกว่าอายุจริงมากกว่า 1 ปี มักมีประวัติว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นสาวช้า เช่น มีประจำเดือนช้า เสียงแตกช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน กลุ่มนี้ไม่ต้องตรวจฮอร์โมน
Pregnancy Concern
• แม่ท้องควรงดเว้นการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกตัวเล็ก สมองก็จะเล็กจำนวนเซลล์ในสมองก็เล็กตามไปอีกด้วย
• ระมัดระวังการกินยาบางชนิด เช่น ยากันชัก
• แม่ควรไปรับวัคซีนป้องกันให้มีภูมิต้านทานโรคต่างๆ ก่อนตั้งครรภ์ให้ครบถ้วน เช่น หัดเยอรมัน
• ดูแลร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ ปลอดภัยจากโรคต่างๆ เช่น เชื้อซิฟิลิส รกเกาะต่ำ โรคเบาหวาน คลอดก่อนกำหนด ที่อาจทำให้ลูกน้ำหนักน้อย ตัวสั้น เล็กไปหมด
• หากรูปร่างของทั้งคุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยสูงนัก แต่อยากให้ลูกมีความสูงอย่างน้อยก็อยู่ในเกณฑ์ที่เรายอมรับได้ก็ควรบำรุงสุขภาพของคุณแม่ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1-2 ปี แต่ไม่ใช่บำรุงจนอ้วนนะคะ
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.137 March 2007]
ชื่อที่ปรากฏอยู่ในบทความนี้เป็นชื่อสมมติทั้งหมด เติบใหญ่เป็นต้นกล้า หากเปรียบชีวิตคนกับต้นไม้ ทั้งสองสิ่งเหมือนกันตรงที่ว่าต้องการปุ๋ยมาช่วยเสริมการเจริญเติบโตให้เป็นไปโดยปกติตามมาตรฐานที่ทุกคนมีติดตัวมา โดยมีพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดให้คนๆ หนึ่งมีความสูง ความเตี้ย ความดำ ความขาว แตกต่างกันไป ขณะเดียวกันภายในสมองของคนเราก็ประกอบไปด้วยองค์ประกอบต่างๆ เพื่อมีหน้าที่เป็นศูนย์กลางสั่นร่างกายให้ขับเคลื่อนไป และมีต่อมใต้สมองทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเพื่อใช้ในส่วนต่างๆ ในร่างกาย หนึ่งในนั้นเรียกว่า Growth Hormone มีบทบาทสำคัญในการสร้างการเจริญเติบโตให้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิด ถ้าฮอร์โมนตัวนี้ทำงานผิดปกติก็จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลูกอย่างมากมาย ขณะเดียวกันก็มีคนกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า ฮอร์โมนตัวนี้สามารถเพิ่มความสูงให้กับลูกได้ แต่ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีก็จะเกิดความเสียหายอย่างมหาศาลเช่นกัน
Parent Checklist
คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการสังเกตการเจริญเติบโตของลูกอย่างสม่ำเสมอเหราะหากลูกเจริญเติบโตช้าด้วยสาเหตุการขาดฮอร์โมนจะได้รับการรักษาได้อย่างรวดเร็วประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ถ้าลูกเจริญเติบโตช้ามาจากสาเหตุอื่นๆ ก็จะช่วยทำให้ดูแลลูกตามลักษณะอาการได้
…. ลูกตัวเล็กกว่ามาตรฐานมาโดยตลอด
…. ช่วงอายุ 4-9 ปี การเพิ่มของส่วนสูงน้อยมากกว่า 5 ซม./ปี
…. พล็อตกราฟความสูงแล้วความสูงต่ำกว่าเกณฑ์ในช่วงอายุนั้นๆ
…. อัตราการเพิ่มส่วนสูงภายใน 4 ปีน้อยกว่าปีละ 5 ซม.
…. เมื่ออายุ 1 ปีครึ่งขึ้นไป ขนาดร่างกายต่ำกว่าเกณฑ์ และตอนคลอดมีภาวะคลอดยาก คลอดแล้วต้องให้ออกซอเจน
…. คลอดออกมาแล้วตัวเล็ก เช่น หนักน้อยกว่า 2.5 กก. ความยาวแรกเกิดต่ำกว่า 50 ซม.
…. 3-4 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเปลี่ยนไซส์รองเท้าเลย
-เกณฑ์นี้ใช่ตั้งแต่แรกเกิดถึงวัยรุ่น-
หากลูกของคุณแม่มีอาการอย่างหนึ่งอย่างใดข้างต้น แสดงว่ามีการเจริญเติบโตผิดปกติ แต่จะเกิดฮอร์โมนผิดปกติหรือไม่ ก็ต้องให้แพทย์เป็นคนวินิจฉัยในขั้นตอนต่อไป
สูงหรือเตี้ย เหล่านี้คือปัจจัย…
พันธุกรรม
เด็กกลุ่มนี้มีขนาดร่างกายปกติเมื่อแรกเกิดและเติบโตขึ้นอย่างปกติเหมือนเด็กทั่วๆ ไป แต่มีอัตราการเจริญเติบโตที่ต่ำกว่าระดับปกติที่ยอมรับได้เพียงเล็กน้อย เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงตามที่ควรจะเป็นตามกรรมพันธุ์
อาหาร
เริ่มตั้งแต่ระยะที่เป็นทารกอยู่ในครรภ์ การรับประทานอาหารครบห้าหมู่
การเจ็บป่วยเรื้อรัง
บางโรค เช่น หอบ หืด หรือโรคที่ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทุกเดือน ทำให้เด็กได้รับสารอาหารไม่เพียง และระหว่างการป่วยต้องใช้พลังงานค่อนข้างสูงอาจทำให้เด็กเติบโตได้ไม่ดี
ฮอร์โมน
ความผิดปกติของฮอร์โมนหลายชนิดที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กตัวเตี้ย ได้แก่ ภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน เป็นต้น
เชื้อชาติ
คนเชื้อชาติตะวันตกจะมีความสูงมากกว่าทางตะวันออก
ความเครียด
มีผลทำให้การหลั่งของฮอร์โมนการเจริญเติบโตผิดปกติไป
ใครกำหนด Growth Hormone
Growth Hormone เป็น 1 ในฮอร์โมนหลายตัวที่ผลิตจากต่อมไร้ท่อที่หลั่งมาจากต่อมใต้สมอง ซึ่งจะผลิตได้ดีหากลูกมีอาการนอนหลับพักผ่อนและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และจะทำงานอย่างผิดปกติ หากต่อมใต้สมองได้รับการกระทบกระเทือน เช่น การเกิดเนื้อร้าย ซีสต์ไปกดทับต่อมใต้สมอง หรือเกิดในระหว่างการคลอดถ้าคลอดยากหรือคลอดในท่าก้นอาจทำให้เด็กตกอยู่ในภาวะขาดออกซิเจน เหล่านี้ส่งผลเสียต่อการทำงานของต่อมใต้สมองและจะยิ่งร้ายกว่านั้น หากเกิดปัญหาร่วมกับฮอร์โมนตัวอื่นที่ทำงานผิดปกติอีกด้วย
เมื่อ Growth Hormone ของลูกทำงานผิดปกติ นอกจากอัตราการเจริญเติบโตน้อยกว่าค่าปกติแล้ว ลูกยังอาจมีอาการ เสียงเล็กแหลม รูปร่างเตี้ยแต่จ้ำม่ำ ในเพศชายอาจพบว่ามีอวัยวะเพศเล็กกว่าเด็กทั่วๆ ไป บางรายที่ขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตชนิดรุนแรงจะพบว่ามีน้ำตาลในเลือดต่ำ และอาจเป็นเหตุให้เด็กชักจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้อีกด้วย
คลินิกเพิ่มความสูงเปิดทำการ
เมื่อพบว่าลูกโตช้าผิดปกติกว่าเด็กอื่น คุณแม่ควรพาเด็กมาหาหมอโดยเร็ว การรักษาตั้งแต่เล็กจะยิ่งได้ผลดี โดยคุณหมอจะติดตามดูการเจริญเติบโตไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อตรวจดูให้แน่ใจและค้นหาปัญหาแฝง โดยมีการเทียบสัดส่วนจากตารางการเจริญเติบโตมาตรฐานหรือที่เรียกว่า Growth Charts และนำส่วนสูงและประวัติการเจริญเติบโตของพ่อแม่และพี่น้องในครอบครัวมาคำนวณด้วย
สำรวจอายุกระดูก หากลูกมีสีดส่วนความสูงที่ผิดปกติ คุณหมอจะตรวจดูว่ามีสาเหตุมาจากฮอร์โมนผิดปกติหรือไม่ ด้วยการกระตุ้นด้วยยาบางชนิด และตรวจเลือด ซึ่งต้องใช้การทดสอบอย่างละเอียดอย่างน้อย 2 ครั้ง ร่วมกับการมีเอกซเรย์กระดูกบริเวณข้อมือของลูกว่ากระดูกปิดแล้วหรือยัง เพราะหากคุณหมอพบว่ารอยต่อต่างๆ ยังมีเงาสีดำอยู่แสดงว่าอายุกระดูกยังไม่ปิด เด็กสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ แต่ถ้ากระดูกเชื่อมต่อกันหมด ไม่มีเงาดำแสดงว่าอายุกระดูกปิดแล้ว ไม่ว่าวิธีใดก็ไม่สามารถช่วยได้ เข็มสู่เข็ม เทศกาลฉีดฮอร์โมน เมื่อได้ข้อสรุปแล้วว่า ลูกเติบโตช้าเนื่องจากความบกพร่องของฮอร์โมนเจริญเติบโต แพทย์ก็จะฉีดฮอร์โมนเจริญเติบโตให้ลูก ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้มีวิธีการสังเคราะห์ที่ซับซ้อน และต้องนำเข้าจากต่างประเทศ การรักษาโดยใช้ Growth Hormone จึงมีราคาค่อนข้างสูง ค่าใช้จ่ายในการใช้ฮอร์โมนเจริญเติบโตค่อนข้างสูงราคาประมาณ 500 บาทต่อยูนิต แต่ละวันจะฉีด 1 หน่วย ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กก. เช่น ถ้าเด็กหนัก 14-15 กก. ก็ต้องฉีด 1.4-1.5 ยูนิตทุกวัน วันละ 1 ครั้ง ในเวลาตอนเย็นหรือก่อนนอน ตรงบริเวณใต้ผิวหนัง ใน 1 เดือนจึงต้องใช้ค่าใช้จ่ายหลายหมื่นบาท การประเมินผลการรักษา เด็กที่มีภาวะพร่องฮอร์โมนแพทย์จะให้ Growth Hormone ติดต่อกันไปเรื่อยๆ จนกว่าอายุกระดูกจะปิด หรือสามารถเติบโตไปในเกณฑ์ที่น่าพอใจ เพราะถ้าหยุดฉีดก่อนเวลาที่เหมาะสม อาจทำให้ฮอร์โมนพร่องลงมาอีกได้ อย่างไรก็ดี พ่อแม่หลายคนคาดหวังว่า ลูกจะสูงเร็ว เท่ากับเด็กวัยเดียวกันที่มีความสูงตามเกณฑ์ปกตินั้น แต่ต้องทำความเข้าใจว่าการรักษาจะไม่ได้ผลขนาดนั้น เพียงช่วยให้เด็กมีความสูงใกล้เคียงกับเกณฑ์ปกติมากที่สุด ทั้งนี้ ปัจจัยการรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาเร็ว-ช้าที่คุณแม่พาลูกมาพบแพทย์ด้วย
ฉุกคิด หากจะฉีด Growth Hormone เพิ่มความสูง
Growth Hormone เป็นความหวังของพ่อแม่ที่ลูกมีปัญหาเรื่องความสูง ว่าฉีกแล้วสามารถเพิ่มความสูงให้แก่เด็กได้ แต่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพราะถ้าเด็กไม่ได้ขาดฮอร์โมนตัวนี้ฉีดแล้วจะเป็นอันตรายยิ่งกว่า นอกจากไม่ได้ประโยชน์แล้วยังสิ้นเปลือง และส่งผลในทางลบ คือ ไม่สูงแต่จะออกทางด้านกว้าง เช่น คางจะห่างออก มือ นิ้วจะอ้วนกว้าง น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป ในการใช้จึงจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
Concern Tips for Good Growthing
Parent Concern
Newborn
• ใส่ใจการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงของลูกตั้งแต่หลังคลอดจนกระทั่งเจริญเติบโตผ่านวัยเตาะแตะ วัยเรียน จนถึงวัยรุ่น
• พาลูกไปฉีดวัคซีนให้ครบเพื่อป้องกันโรคต่างๆ
• ระวังอย่าให้ลูกเจ็บป่วยเรื้อรัง และอย่าให้ลูกได้รับความกระทบกระเทือนบริเวณศรีษะอย่างแรง เช่น หกล้ม ศรีษะกระแทกพื้น เป็นต้น
baby - Kids
• ในช่วงที่ลูกกำลังเจริญเติบโตควรเลือกสรรอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ รวมทั้งเสริมอาหารบางตัว เช่น วิตามินและแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงและมีผลต่อพัฒนาการเจริญเติบโตของลูกด้วย
• นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนหลับสนิทเป็นช่วงที่ Growth Hormone จะหลั่งได้ดี ขอย้ำว่าต้องหลับสนิทจริงๆ เท่านั้น และห้ามนอนดึกเด็ดขาด
• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะร่างกายจะหลั่ง Growth Hormone ด้วยเช่นกัน
• อย่าละเลยสมุดบันทึกสุขภาพ ทุกครั้งที่พาลูกไปหาหมอให้บันทึกน้ำหนักตัวและส่วนสูงของลูกไว้ในสมุดบันทึกสุขภาพของลูก เพราะข้อมูลที่เราบันทึกไว้อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญและมีประโยชน์ต่อกุมารแพทย์ที่ดูแลปัญหาด้านการเจริญเติบโตของเด็กอย่างยิ่ง
Preteen
• ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีปัญหากังวลใจเกี่ยวกับความสูงของลูกต้องรีบพามาปรึกษากุมารแพทย์ก่อนที่ลูกจะเข้าสู่วัยรุ่น
• มีเด็กลุ่มหนึ่งที่เข้าสู่ภาวะกลุ่มเป็นหนุ่มเป็นสาวช้าหรือเรียกว่าม้าตีนปลาย จะมีอายุกระดูกน้อยกว่าอายุจริงมากกว่า 1 ปี มักมีประวัติว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นสาวช้า เช่น มีประจำเดือนช้า เสียงแตกช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน กลุ่มนี้ไม่ต้องตรวจฮอร์โมน
Pregnancy Concern
• แม่ท้องควรงดเว้นการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกตัวเล็ก สมองก็จะเล็กจำนวนเซลล์ในสมองก็เล็กตามไปอีกด้วย
• ระมัดระวังการกินยาบางชนิด เช่น ยากันชัก
• แม่ควรไปรับวัคซีนป้องกันให้มีภูมิต้านทานโรคต่างๆ ก่อนตั้งครรภ์ให้ครบถ้วน เช่น หัดเยอรมัน
• ดูแลร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ ปลอดภัยจากโรคต่างๆ เช่น เชื้อซิฟิลิส รกเกาะต่ำ โรคเบาหวาน คลอดก่อนกำหนด ที่อาจทำให้ลูกน้ำหนักน้อย ตัวสั้น เล็กไปหมด
• หากรูปร่างของทั้งคุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยสูงนัก แต่อยากให้ลูกมีความสูงอย่างน้อยก็อยู่ในเกณฑ์ที่เรายอมรับได้ก็ควรบำรุงสุขภาพของคุณแม่ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1-2 ปี แต่ไม่ใช่บำรุงจนอ้วนนะคะ
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.137 March 2007]
Labels:
น้องแพรวา
วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554
สธ.โชว์สรรพคุณ “หมามุ่ย” บำรุงสมอง-เพิ่มสเปิร์มในงานมหกรรมสมุนไพรไทย
กรุงเทพฯ 22 ส.ค.- สธ.จัดงานมหกรรมสมุนไพรไทย ระหว่าง 31 ส.ค.-4 ก.ย.นี้ ภายใต้แนวคิด “ยาไทย เด็กใช้ได้ ผู้ใหญ่ใช้ดี” หนุนการใช้ยาสมุนไพรในประเทศ สมุนไพรเด่นในงาน เน้นการเพิ่มกำลัง บำรุง เช่น หมามุ่ย ประยุกต์เป็นชา กาแฟ ใช้ดื่มรับประทาน บำรุงสมอง เพิ่มความจำ เพิ่มสเปิร์มในเพศชาย
นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ภายใต้แนวคิด “ยาไทย เด็กใช้ได้ ผู้ใหญ่ใช้ดี ”ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม - 4 กันยายน 2554 ที่ อิมแพค เมืองทองธานี เพื่อเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาไทย นำไปต่อยอดพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์ ทั้งยา เครื่องสำอาง เกิดการส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรไทยในประเทศ และยังเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในอีกปี 4 หรือปี 2558 เพื่อส่งเสริมให้สมุนไพรไทยเป็นที่ยอมรับ และเป็นผู้นำด้านแพทย์ดั้งเดิมของอาเซียน
สำหรับปี 2554 นี้ได้มีการส่งเสริมให้มีการบรรจุยาสมุนไพรเข้าไปในบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว 71 รายการ จากเดิม 19 รายการซึ่งในการจัดการครั้งนี้จะมีการแบ่งโซนกิจกรรมที่น่าสนใจ 6 โซน ประกอบด้วย 1.ยาไทยสู้โรค 2.8 ทศวรรษยาไทยคู่คนไทย เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา .. ในหลวงของเรา 3.อัศจรรย์ 10 ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมดีเด่นบนวิถีสมุนไพรไทย 4.สมุนไพรไทย ขจรไกลทั่วโลก 5. ผลงานของศูนย์พัฒนายาไทยและสมุนไพรไทย และ 6.ผลงานนวัตกรรมสมุนไพรจาก 6 สถาบันชั้นนำ ซึ่งสมุนไพรไทยที่นำมาจัดแสดงจะเน้นเรื่องของการชูกำลัง ทั้งกาแฟหมามุ่ย เพิ่มพลัง สมรรถภาพทางเพศ เพิ่มสเปิร์ม บำรุงสมองเพิ่มความจำ
ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ในอดีตความรู้จากประเทศอินเดีย พบว่าหมามุ่ยมีสรรพคุณในการช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย เพิ่มจำนวนของสเปิร์มเพิ่มมากขึ้น และทำให้ยืดเวลาร่วมรักในนานขึ้น และยังช่วยในเรื่องของการเพิ่มความจำ รักษาโรคพาร์กินสัน อัมพาต โดยการใช้จะเป็นการนำส่วนของเม็ดหมามุ่ยมาคั่วให้สุก จากนั้นบดให้ละเอียด ชงรับประทานร่วมกับชาหรือกาแฟได้ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยนิยมนำเม็ดหมามุ่ยมานึ่งรับประทานกับข้าวเหนียว ทั้งนี้ การรับประทานเม็ดหมามุ่ยนิยมรับประทานที่คั่วสุก เพราะมิเช่นนั้นอาจได้รับอันตรายได้
นอกจากนี้ ในงานมหกรรมสมุนไพรยังมีพืชสมุนไพรไทยอีกหลายชนิดที่นิยมนำมาพัฒนาดัดแปลง สร้างมูลค่าและประโยชน์ เช่น คุกกี้ใบบัวบก น้ำสมุนไพรแม่ก่ำ หรือไดฟูกุเท้ายายเม่า มีสรรพคุณเย็นช่วยลดไข้ และยังเป็นขนมน่ารับประทาน อีกทั้งยังมีนวัตกรรมสมุนไพรไทยที่มาดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ อาทิ ครีม เคอร์มิน ยกกระชับอกขององค์การเภสัชกรรม (อภ.).- สำนักข่าวไทย
Labels:
สมุนไพรไทย
วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



