วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554
อารมณ์ขัน กลยุทธให้ลูกเติบโต
อารมณ์ขันและ เสียงหัวเราะ ไม่เพียงแค่สร้างสีสันให้กับชีวิตเราเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์กับร่างกายและจิตใจอย่างมหาศาลทีเดียวค่ะ จากรายงานของ ARISE (Associates for Research Info the Science of Enjoyment) หรือองค์การวิจัยเพื่อศาสตร์แห่งความสุข ซึ่งเป็นสถาบันกลางที่ร่วมผลงานการค้นคว้าโดยผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก พบว่า…การหัวเราะจะช่วยลดระดับฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียดลง ช่วยลดความเจ็บปวดและทำให้เรารู้สึกดีขึ้น เมื่อใดที่เราหัวเราะ ร่างกายจะผลิตเซลล์ที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับเซลล์มะเร็งและเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสได้มากขึ้น นอกจากนี้การหัวเราะยังส่งผลดีต่อระบบการทำงานของร่างกาย เช่น ระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร การไหลเวียนโลหิต และระบบต่อมไร้ท่อด้วย และยังมีประโยชน์อื่นๆ ที่เรานึกไม่ถึงเชียวค่ะ อาทิ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย การหัวเราะจะช่วยเพิ่ม “IgA” ซ่งเป็นภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่งในน้ำลาย สำหรับป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหาย เช่น ไข้หวัด หรือภูมิแพ้ลดภาวะซึมเศร้า การหัวเราะจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนโดพามีนซึ่งเป็นสารที่ช่วยต่อต้านกับความเครียดได้
กระตุ้นหัวใจให้แข็งแรงขึ้น การหัวเราะอย่างต่อเนื่อง 15-20 นาที เป็นเสมือนการออกกำลังกายให้หัวใจได้ประมาณ 3-5 นาที ช่วยบริหารปอด การหัวเราะทำให้กระบังลมเคลื่อนไหวได้มากขึ้น ทำให้ระบบหมุนเวียนอากาศของปอดทำงานดีขึ้น สำหรับผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจจึงควรหัวเราะบ่อยๆ ค่ะ
ช่วยชะลออาการของโรค เมื่อคุณหัวเราะจะทำให้คุณอารมณ์ดีและมีความสุขไม่กังวลและเครียดอยู่กับอาการของโรค ลดอาการเจ็บปวด เมื่อเราหัวเราะร่างกายจะรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งช่วยลดความเจ็บปวดได้ค่ะ เช่นเวลาที่ฉีดยาคนที่เกร็งกล้ามเนื้อ หรือเครียดจะเจ็บกว่าคนที่รู้สึกผ่อนคลายค่ะ
ถ้าคุณเคยดูภาพยนต์เรื่อง Patch Addms นำแสดงโดย Robin Williams ดาราชื่อดังของ Hollywood ซึ่งนำเค้าโครงมาจากเรื่องจริงของนักจิตวิทยาคนหนึ่ง ที่ใช้ความพยายามมากกว่า 30 ปี เพื่อทำให้คนไข้ของเขาหัวเราะ ไม่ว่าอาการเจ็บป่วยนั้นจะรุนแรงเพียงใดก็ตาม เพราะเห็นประโยชน์ของการหัวเราะนั่นเอง บ้านเราก็เช่นกันค่ะ ขณะนี้ศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตประสานมิตร ได้จัดตั้งโครงการศาสตร์และศิลป์แห่งการหัวเราะบำบัดขึ้นแล้วค่ะ
เสียงหัวเราะ… ดัชนีความสุขและการเติบโตของลูก
ถ้าเจ้าของเสียงหัวเราะคือลูกน้อยของคุณ ผลที่ได้ก็ไม่ต่างจากผู้ใหญ่หรอกค่ะแต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ เสียงหัวเราะของลูกเปรียบเหมือนเสียงสวรรค์ของพ่อแม่ เพราะเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งว่าลูกกำลังมีความสุข ขณะเดียวกันก็สื่อนัยว่า ลูกจะเป็นเด็กที่มีพัฒนาการทางอารมณ์และการเรียนรู้ที่ดี เพราะเด็กจะใช้เสียงหัวเราะและอารมณ์ขันเพื่อผ่อนคลายความรู้สึกตึงเครียด และสร้างบรรยากาศให้สนุกสนานเกิดขึ้นภายในจิตใจ ทั้งยังได้เรียนรู้วิธีที่จะสื่ออารมณ์ในทางบวกผ่านทางเสียงหัวเราะ ทำให้ฮอร์โมนโดพามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ความสุข การเคลื่อนไหวและความจำหลั่งออกมา ส่งผลให้เด็กมีความสุขและต่อต้านกับความเครียด จนทำให้ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ในร่างกายลดลงและเจริญเติบโตได้ตามปกติ
จะว่าไป ฮอร์โมนคอร์ติซอลก็ไม่ได้เป็นผู้ร้ายที่ต้องกำจัดออกไปจากร่างกายหรอกเพระาถ้ามีในระดับที่พอดีก็จะเป็นแรงเสริมให้เด็กๆ มุ่นมั่นทำสิ่งต่างๆ จนประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย แต่ถ้ามีมากเกินก็ส่งผลร้ายต่อร่างกายได้ เพราะจะทำให้เกิดอาการเครียด การเจริญเติบโตไม่ดี โดยเฉพาะสมอง และอาจทำให้เกิดโรคได้ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง มะเร็ง กระเพาะอาหาร เป็นต้น ซึ่งวิธีลดระดับคอร์ติซอลนั้นง่ายมาก เพียงหาหนทางให้ลูกหัวเราะ ให้ฮอร์โมนโดพามีนจะได้หลั่งออกมาไงคะ
พอนึกออกแล้วนะคะ ว่าถ้าวันหนึ่งๆ ลูกไม่หัวเราะหรือมีอารมณ์ขันเลย จะเกิดอะไรขึ้น ที่ชัดเจนคือ ลูกจะเครียด ไม่มีความสุข การเจริญเติบโตไม่ดี มองโลกในแง่ร้ายไม่ไว้ใจใคร ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และมีบุคลิกภาพที่ไม่ดีตามมาอีกด้วยค่ะ
เสียงหัวเราะสำคัญต่อลูกในท้อง
สำหรับคุณแม่ท้องจำเป็นที่ต้องสร้างเสียงหัวเราะอย่างยิ่ง หรือทำให้ตัวเองอารมณ์ดี เพราะนั่นหมายึงลูกน้อยจะได้รับอานิสงส์จากเสียงหัวเราะของคุณไปด้วย เพราะถ้าแม่ท้องมีอารมณ์ขันหรือหัวเราะอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของระบบทางเดินหายใจทั้งต่อตัวแม่และลูกน้อยในครรภ์ ซึ่งเด็กที่อยู่ในท้องของคุณแม่อารมณ์ดีเมื่อคลอดออกมาจะเติบโตดี และเป็นจุดเริ่มต้นของความสามารถในการเรียนรู้ทั้งหมด ที่สำคัญช่วง 0-6 ปี สมองของลูกเจริญเติบโตได้ดีที่สุด จงต้องต่อยอดการเรียนรู้ด้วยการเสริมกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ลูกมีอารมณ์ที่ดี เพราะเมื่อลูกสนุกและอารมณ์ดีแล้วทุกอย่างรอบตัวก็น่าสนุกและน่าเรียนรู้ไปหมด แม้ในยามที่เจอปัญหาก็กลายเป็นเรื่องท้าทายให้หาทางออกและใช้ความคิดสร้างสรรค์ค่ะ
กลยุทธ์จุดอารมณ์ขัน
เบบี้ 0-1 ปี
วัยนี้ลูกสามารถสร้างเสียงหัวเราะและอารมณ์ขันได้ง่ายมาก ไม่ต้องไปสรรหาวิธีการอะไรให้ยุ่งยาก เพียงแค่เราเอาใจใส่และทำทุกช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันให้มีแต่ความสุขเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ช่วยให้เขาได้เรียนรู้โลกกว้าง ร่างกายแข็งแรง มีพัฒนาการด้านอารมณ์ที่ดีและสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้
กิจกรรมที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างเสียงคิกคักให้เจ้าตัวเล็กได้นั้นมีมากมายค่ะขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกหยิบจับอะไรมาเล่นกัน ลองมาดูกันนะคะ
1. จ๊ะเอ๋…เบบี้ เป็นกิจกรรมยอดฮิตครองแชมป์โลกก็ว่าได้ เพราะพ่อแม่ทุกคนต้องเล่นกับลูกแน่นอนค่ะ สามารถเรียกความสนใจเจ้าตัวเล็กให้รู้จักมักคุ้นกับใบหน้าของคนรอบๆ ตัว อาจจะใช้ผ้าอ้อมของลูก ตุ๊กตา หรทอมือของคุณเองก็สามารถสร้างเสียงหัวเราะให้ลูกได้แล้วค่ะ
2. เล่นปูไต่ วิธีนี้ก็สนุกไม่เบา ใช้ปลายนิ้วของแม่หรือพ่อสัมผัสที่ท้องลูกเบาๆ ลูกจะรับรู้ถึงสัมผัสนั้นได้ แค่นี้ก็ทำให้ลูกรู้สึกจั๊กจี๋และส่งเสียงหัวเราะได้แล้ว
3. เอื้อมให้ไกลไปให้ถึง เพียงแค่คุณเอาของเล่นที่ลูกชอบ ชอบวางให้ห่างจากมือลูกสักนิด เจ้าตัวเล็กจะคืบคลานทีละนิดๆ เพื่อเอื้อมหยิบของเล่นชิ้นนั้น วิธีนี้สร้างทั้งเสียงหัวเราะและฝึกให้เขาได้บริหารกล้ามเนื้อแขน ขา และนิ้วมือด้วย
4. ยิ้มให้กระจก ลองหากระจกที่มีลวดลายสีสันสดใสให้ลูกส่องดูตัวเองสิคะ แล้วทำท่าทางต่างๆ ให้ลูกทำตาม แค่เขาเห็นตัวเองในกระจกก็ยิ้มไม่หุบแล้วค่ะ และถ้ามีท่าตลกๆ ให้เขาเห็นหรือทำตาม เขาจะหัวเราะร่าเลยเชียว
5. ไล่จับหนู การเล่นไล่จับกับลูกก็สร้างเสียงหัวเราะได้ ลูกอยู่ในวัยคลาน คุณก็คลานไล่ตามลูก เจ้าตัวเล็กจะรีบคลานหนีไปพร้อมๆ กับส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก วิธีนี้ทำให้กล้ามเนื้อแขน ขา และมือแข็งแรงขึ้นด้วยค่ะ
6. เป่าพุงป่อง เล่นแบบนี้ก็สนุกไม่แพ้กัน เพราะสร้างทั้งเสียงหัวเราะและเสียงดังจากการเป่า เสร็จแล้วก็แกล้งทำสะดุ้งตกใจเมื่อมีเสียงดัง หรืออาจทำท่าทางแปลกๆ ให้เขาดูก็ได้ค่ะ
7. บินเหมือนนก เป็นการเล่นอีกแบบหนึ่งที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับลูกได้ไม่แพ้วิธีอื่นๆ เพียงคุณอุ้มลูกให้นอนคว่ำ มือข้างหนึ่งจับที่หน้าอกและมืออีกข้างหนึ่งจับที่ช่วงขา แล้วพาเขาบินไปพร้อมๆ กัน เท่านี้เจ้าตัวเล็กก็ยิ้มร่าแล้วค่ะ
8. ขี่ม้าชมเมือง ชื่อนี้คุณอาจไม่คุ้นเคย แต่ถ้าบอกวิธีการแล้วคุณต้องร้องอ๋อ…วิธีก็มีอยู่ว่า เวลาที่คุณจะเล่นกับลูกต้องนอนหงายก่อน จากนั้นก็ให้ชันเข่าขึ้นตั้งตรงเข่าชิดกัน อุ้มเจ้าตัวเล็กไปวางไว้ที่หลังเท้าให้ตัวลูกแนบกับเข่า แล้วคุณก็ยกเท้าขึ้นลงๆ คุณอาจกางแขนลูกออกทั้ง 2 ข้าง พร้อมกับยกขาขึ้นค่ะ รับรองสนุกแน่
9. ตุ๊กตาหนูหายไปไหน นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ฮิตไม่เบาเช่นกัน เพียงเอาของที่ลูกโปรดปรานไปแอบไว้สักพัก จากนั้นก็ค่อยๆ เอาออกมาแล้วทำท่าตกใจให้เขาเห็น
10. โมบายกรุ๊งกริ๊ง เด็กเล็กบางคนแค่เห็นโมบายแกว่งไปมาก็อารมณ์ดีนอนยิ้มกริ่มแล้ว ยิ่งปล่อยให้เขาเอื้อมคว้าจับด้วย ก็จะยิ่งชอบใจค่ะ
11. แย่งของเล่น อันนี้ก็ใช้ของเล่นชิ้นโปรดของลูกเช่นกัน แต่คุณต้องแย่งของเล่นจากลูกด้วยการแกล้งดึงออกจากมือลูกแล้วก็ปล่อย…อย่าแย่งจริงล่ะ เดี๋ยวได้เสียงร้องไห้โฮโฮมาแทนเสียงหัวเราะฮ่าฮ่า จะหาว่าไม่บอกกันก่อน
12. ขี่คอบิน เพียงคุณอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นขี่คอ กางแขนของลูกออกแล้วพาบินไปด้วยกัน แต่ต้องระวังความปลอดภัยให้ลูกด้วยนะคะ
13. เหินฟ้า ใช้มือ 2 ข้างจับตัวลูกชูขึ้น-ลง ทำอย่างนี้ซ้ำ 2-3 ครั้ง ครั้งแรกเขาอาจจะตกใจ แต่เมื่อทำอีกคราวนี้ลูกจะสนุกและหัวเราะร่วนเลยล่ะค่ะ
14. เสื้อผ้าแสนสนุก หลังอาบน้ำเสร็จขณะที่คุณจะแต่งตัวให้เขา คุณก็นำเสื้อผ้าเหล่านั้นมาสร้างเสียงหัวเราะให้ลูก ด้วยการนำเสื้อผ้ามาสวมที่มือคุณแล้วเต้นไปตามจังหวะเพลงที่คุณร้อง หรืออาจจะแต่งเป็นนิทานสักเรื่องหนึ่งก็ได้ หรืออาจใช้เสื้อผ้าไปจั๊กจี๋ลูกแทนมือก็ได้อีกเช่นกัน
15. ตีได้ตีดี ไม่ได้ให้ตีลูกนะตัวเอง หมายถึงให้หาเครื่องดนตรีสำหรับเด็กๆ ที่สามารถตีหรือเคาะให้เกิดเสียงได้ จากนั้นก็ลองสาธิตให้เจ้าตัวเล็กดู แค่เจ้าตัวเล็กได้ยินเสียงก็จะรีบคว้าของจากมือคุณแล้วล่ะค่ะ
เตาะแตะ 1-3 ปี
อารมณ์ขันของวัยเตาะแตะนั้น สร้างได้ดังนี้ค่ะ
1. เล่นโยนบอล เอาลูกบอลที่ลูกชอบเล่นมาโยนส่งกับลูก พอบอลตกถึงพื้นก็แกล้งร้องและทำท่าตกใจ ลูกจะหัวเราะชอบใจแล้วโยนใหม่เล่นอีกครั้ง
2. นิทานแสนสนุก เล่านิทานให้ลูกฟังค่ะ โดยทำเสียงประกอบให้ดูเหมือนตัวละครในนิทานจริงๆ หรืออาจลองให้ลูกเล่านิทานให้เราฟังดูบ้าง ก็จะได้ความแปลกใหม่และสร้างเรื่องขำๆ ให้กับครอบครัวได้เช่นกัน
3. ร้องรำทำเพลง เปิดเพลงสนุกที่ลูกชอบหรือเพลงที่เหมาะกับลูก แล้ววาดลวดลายเต้นไปมาให้ลูกทำตาม หรือทำท่ารำ “น้อย นอย นอย…ก็ได้ค่ะ ไม่สงวนสิทธิ์
4. ปั่น ปั่น ปั่น รับรองว่ากิจกรรมปั่นจักรยานจะสามารถเรียกได้ทั้งเสียงหัวเราะและความตื่นเต้นเลยล่ะค่ะ แต่ว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องระวังอุบัติเหตุให้เขาด้วยนะคะ
5. ฟุตบอลพาเพลิน การเล่นแบบนี้ทำให้ลูกออกกำลังกายไปในตัว อีกทั้งยังสร้างเสียงหัวเราะให้ทั้งคุณและลูกได้เป็นอย่างดี เตะกันไปกันมา ผลัดกันเป็นคนรักษาประตูก็สนุกดีค่ะ
จอมซน 3-6 ปี
สำหรับวิธีสร้างอารมณ์ขันของเด็กที่โตขึ้นมาสักหน่อยดูจะมีเรื่องราวมากกว่าอารมณ์ขันของเด็กวัยอื่นแต่ต้องเสริมการเรียนรู้ให้ลูกด้วยค่ะ
1.. ละเลงสี กิจกรรมนี้สนุกแน่นอน เพราะเจ้าตัวเล็กได้ฝึกทั้งลากด้วยเส้นสี การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ และใช้จินตนาการควบคู่กันไปด้วย แค่นี้…เสียงหัวเราะก็อยู่แค่ปลายนิ้วค่ะ
2. ทำกับข้าว เมนูวันนี้คุณลูกขอทำเอง คุณแม่คุณพ่อจะกินได้หรือเปล่านั้นไม่รู้ค่ะแต่สิ่งที่รู้คือเจ้าตัวเล็กสนุกที่ได้รู้จักผัก ผลไม้หรือของใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้นแน่นอน
3. ยิ่งต่อยิ่งสนุก เด็กวัยนี้สามารถต่อบล็อกได้หลากหลายรูปแบบตามจินตนาการแล้วบางคนอาจจะง่ายๆ แต่บางคนคิดซับซ้อนมากขึ้น ยิ่งต่อก็ยิ่งสนุกค่ะ
4. เพลงโปรด ถ้าอยากได้ยินเสียงเอิ๊กอ๊ากของลูกวัยนี้ การร่วมร้องเพลงสุดโปรดไปกับใช้ได้เลยค่ะ บางครั้งลองแกล้งร้องเนื้อผิดหรือร้องเสียงหลงดูสิคะ ลูกจะขำและแก้ไขให้คุณร้องได้ถูกต้องทันทีเลยล่ะ
5. เกมต่อคำ ลองชวนลูกๆ มาเล่นเกมต่อสัมผัสเสียงดูสิคะ เช่น คุณพ่ออาจจะเริ่มด้วย คำว่า ดอกไม้ คุณแม่ต่อด้วยคำว่า ใบหญ้า แล้วก็ให้ลูกๆ ต่อคำซึ่งขึ้นต้นด้วยสระอา เช่น ปาท่องโก๋ ซาลาเปา กาน้ำ ฯลฯ …เล่นต่อคำกันไปจนกว่าใครคนใดคนหนึ่งจะจนแต้มคิดคำไม่ออก (หรือคุณอาจจะแกล้งนึกคำไม่ออกก็ได้นา)
6. “พ่อแม่เปลี๋ยนไป” หน้าตาที่แปลกไปของพ่อแม่ก็เรียกเสียงฮาให้ลูกได้เหมือนกันไม่ว่าคุณจะแกล้งทำตาเหล่ ปากเบี้ยว ปากจู๋ หรือจะดันจมูกขึ้น ดึงหางตาลง ลองทำดูแล้วสังเกตว่าหน้าไหน ทำให้เจ้าหนูขำกลิ้งได้มากกว่ากัน
7. ปั้นแป้งโด แค่คุณแม่มีแป้งโดให้ลูกแล้วปล่อยให้เขาปั้น จะปั้นอะไรก็ได้ตามใจเขา ซึ่งกิจกรรมนี้ไม่ได้สร้างเสียงหัวเราะเพียงอย่างเดียวนะ แต่ยังช่วยเสริมจินตนาการให้กับเจ้าตัวเล็กได้อีกด้วย
8. แกล้งอำลูก เช่น ลูกบอกว่า “ขอน้ำเย็นกินหน่อยครับ” ลองตอบลูกไปว่า “น้ำเย็นไม่มี มีแต่น้ำมืดแล้ว” รับรองว่าเรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเลยล่ะค่ะ
9. ผลุบๆ โผล่ๆ เกมนี้เด็กๆ ชอบมาก เช่น คุณพ่อกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ลูกก็แกล้งมาโผล่ใต้โต๊ะที่พ่อนั่ง พ่อทำท่าตกใจ…ลูกจะหัวเราะชอบใจทุกครั้งเลยค่ะ
เสียงหัวเราะ และอารมณ์ขันเป็นเพียงเสียงธรรมดาที่ใครๆ ก็สร้างได้ จะหัวเราะเมื่อไหร่ก็ได้ แต่แปลกที่คนเรากลับหัวเราะน้อยลงทุกวัน ถึงเวลาแล้วค่ะ ที่เราต้องสร้างเสียงหัวเราะแห่งความสุขให้เกิดขึ้นในครอบครัวโดยเฉพาะกับลูกน้อย ถ้าไม่อยากให้เขาเป็นเด็กที่ไม่มีความสุข พัฒนาการและการเจริญเติบโตมีปัญหา
[เขียนโดย มนต์ชยา ที่มา..นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 286 พฤศจิกายน2549 ]
วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
ชีวิตนี้ผ่านจุดคุ้มทุนแล้วหรือยัง
ชีวิตนี้ผ่านจุดคุ้มทุนแล้วหรือยัง
กว่าคนหนึ่งคนเติบโตและมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้นั้น โลกนี้ต้องลงทุนกับชีวิตคนแต่ละคนสูงมาก เช่น
- พ่อแม่ลงทุนประคบประหงมเลี้ยงดูมาจนเติบใหญ่และติดตามดูแลไปตลอดชีวิต
- ญาติพี่น้องลงทุนสร้างความสัมพันธ์ให้ความอบอุ่นให้โอกาสได้เป็นญาติพี่น้องกัน คอยช่วยเหลือเจือจุนกัน
- ครูบาอาจารย์ลงทุนทั้งกายและสติปัญญาในการอบรมสั่งสอนให้คนมีวิชาความรู้ติดตัว
- หัวหน้าในที่ทำงานลงทุนลงแรงในการให้ความรู้ สั่งสอน สนับสนุน ส่งเสริม คอยตักเตือนเพื่อให้คนมีอนาคตในการทำงานที่ดี
- เพื่อนร่วมงานลงทุนเอาชีวิตมาเสี่ยงกับชีวิตเรา ลงทุนจิตใจมารองรับอารมณ์ของเรา
- คู่สมรสลงทุนทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตมาผูกติดกับชีวิตเราแบบหมดตัวหมดใจ
- ลูกลงทุนมาสร้างความรักความผูกพันให้กับพ่อแม่ ลงทุนมาเป็นความหวังความภูมิใจให้กับพ่อแม่
- สัตว์และพืชลงทุนสละชีพเพื่อเป็นอาหารให้กับคนเราได้ดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ต่อไป
- ศาสนาได้ลงทุนเผยแพร่คำสั่งสอนให้คนทุกคนเป็นคนดีโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ
แล้วคนเราเคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่าทุกวันนี้เราได้ดำเนินชีวิตโดยการชดใช้ทุนจากแหล่งต่างๆบ้างหรือยัง เราเคยให้ผลตอบแทนอะไรแก่แหล่งทุนในชีวิตของเราบ้างหรือยัง ถ้าใครอยากจะทราบว่าชีวิตของเราผ่านจุดคุ้มทุนมาแล้วหรือยัง ลองประเมินชีวิตตัวเองจากหัวข้อดังต่อไปนี้
- พ่อแม่
- เราเคยทดแทนบุญคุณพ่อแม่บ้างหรือยัง เช่น บวชแทนคุณ เลี้ยงดูท่าน ทำให้ท่านภูมิใจ ดูแลท่านเมื่อยามเจ็บป่วย พาท่านไปเที่ยวทำบุญ
- คู่สมรส
- เราเคยให้อะไรกับคนที่เรารักและรักเราบ้างหรือยัง เช่น ให้เวลา ให้ความรู้สึกที่ดีต่อกัน ให้ทรัพย์สินเงินทอง ให้เกียรติ ให้ความรักความเข้าใจแบบที่เขาเป็น ให้เขาได้มีความสุขจากความประพฤติดีของเรา
- ญาติพี่น้อง
- เราเคยให้อะไรตอบแทนแก่ญาติพี่น้องของเราบ้างหรือยัง เช่น ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล ให้โอกาส เขาไม่คุยโม้โอ้อวดจากความภาคภูมิใจที่เขาเห็นเราประสบความสำเร็จ
- ครูบาอาจารย์และสถาบันการศึกษา
- เราเคยให้อะไรตอบแทนกลับไปยังผู้ให้ความรู้เราบ้างหรือยัง เช่น ให้ชื่อเสียงแก่สถาบันจากความสำเร็จของเรา ให้ความช่วยเหลือแก่รุ่นน้องๆ ทั้งเรื่องการถ่ายทอดวิชาความรู้ประสบการณ์หรือการช่วยเหลือในด้านเงินทองแก่รุ่นน้อง
- เพื่อนร่วมงาน
- เพื่อนร่วมงานหมายรวมถึงตั้งแต่หัวหน้า เพื่อน และลูกน้อง เราสามารถให้ความหวังกับหัวหน้าได้โดยการทำงานดี ทุ่มเททำงาน สร้างความภูมิใจให้หัวหน้าเมื่อเขาเห็นเราประสบความสำเร็จ อย่างน้อยอดีตหัวหน้าเราจะได้บอกใครต่อใครได้ว่าเราเคยเป็นลูกน้องเขามาก่อน เราสามารถตอบแทนเพื่อนร่วมงานและลูกน้องได้โดยการให้เกียรติ ช่วยเหลือ สนับสนุน ส่งเสริมให้เพื่อนร่วมงานและลูกน้องทำงานให้ประสบความสำเร็จ
- สังคม
- ลองถามตัวเองดูว่าเราเกิดมาทั้งทีมีแต่การเป็นผู้รับสิ่งต่างๆจากสังคมมามากมาย เราเคยตอบแทนสังคมโดยการช่วยเหลือคนยากจน ทำบุญ ทำทาน ช่วยเหลือคนพิการ คนด้อยโอกาสในสังคมบ้างหรือยัง เราเคยนำเอาสิ่งที่เรามีอยู่ เช่น ความรู้ เวลา ทรัพย์สินเงินทอง แบ่งปันให้คนอื่นในสังคมบ้างหรือยัง มากน้อยเพียงใด คุ้มค่ากับสิ่งที่เราได้รับมาจากสังคมแล้วหรือยัง เช่น คิดง่ายๆว่าถ้าเราเคยได้รับการช่วยเหลือจากคนอื่นตอนที่รถเราเสียกลางทาง แล้วเราได้มีโอกาสช่วยเหลือคนที่เขารถเสียเหมือนเราบ้างหรือยัง ถ้าเราเคยได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมสังคมตอนที่เราเจ็บป่วย แล้วเราเคยช่วยเหลือคนป่วยที่ไม่ใช่ญาติเราบ้างหรือยัง
สรุป
คนเราเกิดมาพร้อมกับหนี้ยิ่งมีชีวิตยืนยาว ก้าวหน้ามากเพียงใด เรายิ่งเป็นหนี้คนรอบข้างและสิ่งต่างๆในโลกนี้มากขึ้นเท่านั้น เพราะความก้าวหน้าของเราย่อมต้องใช้ทุนจากแหล่งต่างๆมากมาย เช่น คนที่ยิ่งจบการศึกษาสูงๆก็ยิ่งเป็น หนี้พ่อแม่ครูบาอาจารย์มากขึ้น คนที่ร่ำรวยยิ่งเป็นหนี้คนทำงานหรือลูกค้า คู่ค้ามากยิ่งขึ้น ดังนั้น ขอให้คิดว่าเราเกิดมาเพื่อชดใช้หนี้ที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจก่อขึ้นให้ครบถ้วน จึงจะได้ชื่อว่า “ชีวิตนี้มีจุดคุ้มทุน” แต่ถ้าใครสามารถตอบแทนคนอื่นและสิ่งรอบข้างนี้ได้มากกว่าที่เราได้รับมาก็ได้ชื่อว่า “ชีวิตนี้มีกำไร” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าถึงแม้เราไม่รู้ว่าจะตอบแทนบุญคุณใครอย่างไรจึงจะเรียกว่าคุ้มทุน ก็ให้คิดเพียงง่ายๆว่าเราเคยได้รับอะไรจากใครบ้าง แล้วเราได้เคยตอบแทนอะไรให้แก่คนเหล่านั้นคืนไปบ้างหรือยัง ถ้าตอบว่าเคยก็น่าจะเพียงพอแล้วครับ
ที่มา FW Mail
วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
สัปดาห์ที่ 10 - 14 พัฒนาการของทารกในครรภ์
อีกประมาณ 26 สัปดาห์เราก็จะเจอกันแล้วนะ ลูกพ่อ
วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554
คออักเสบอาการอันตรายของเจ้าตัวเล็ก
เมื่อเจ้าตัวเล็กเกิดอาการเจ็บคอ ไอค่อกไอแค่ก ไม่สบายเป็นหวัด คุณพ่อคุณแม่จะนิ่งนอนใจไม่ได้นะครับ เพราะหากดูแลไม่ดีหรือไม่รีบรักษา อาจเกิดโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ครับ เจ็บไข้วัยเด็กคราวนี้จึงชวน รศ.นพ.ครรชิตเทพ ตั่นเผ่าพงษ์ ภาควิชาโสต นาสิก ลาลิงซ์วิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี มาให้ความรู้เกี่ยวกับการอักเสบของคอและโรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กๆ
รู้เรื่องหู คอ จมูก ของหนูหน่อย
• บริเวณที่เชื่อมต่อกันของ หู คอ จมูก คือ ส่วนของโพรงหลังช่องจมูก ซึ่งเป็นส่วนที่อากาศไหลผ่านจมูกลงสู่คอและปอด จะเป็นบริเวณที่มีระบบน้ำเหลืองมีประสิทธิภาพมาก เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรคหรือสารที่ก่อการระคายเคือง
• การติดเชื้อที่คอทุกชนิดสามารถเชื่อมต่อไปยังหูได้ โดยผ่านทางท่อยูสเตเชี่ยน โดยเฉพาะการติดเชื้อของต่อมอะดีนอยด์
คอของหนูประกอบด้วยอะไรบ้าง
คอ ประกอบด้วยอวัยวะสำคัญมากมายและมีโครงสร้าง ที่สลับซับซ้อนทั้งภายในและภายนอกบริเวณลำคอ เช่น เยื่อบุช่องคอ ต่อมน้ำเหลือง กล้ามเนื้อน้อยใหญ่ หลอดเลือดใหญ่ กล่องเสียง หลอดลม หลอดอาหาร ซึ่งแต่ละส่วนล้วนเป็นแหล่งกำเนิดของอาการเจ็บคอได้ทั้งสิ้น หากเกิดความผิดปกติกับอวัยวะเหล่านี้ เช่น เกิดการอักเสบของเยื่อบุช่องคอ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ และในบรรดาอาการต่างๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบหมอบ่อยที่สุดก็คือ อาการเจ็บคอ
อาการเจ็บคอ คือ อาการเจ็บบริเวณช่องคอทั้งหมด ตั้งแต่ฐานกะโหลกศีรษะลงมาจนถึงระดับไหปลาร้า โดยรวมไปถึงการเจ็บทั้งที่มีความสัมพันธ์และไม่มีความสัมพันธ์กับการกลืน และครอบคลุมการเจ็บทั้งภายในและภายนอกบริเวณลำคอ เพราะคอเป็นด่านแรกที่คอยควบคุมเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับน้ำและอาหาร การอักเสบติดเชื้อบริเวณนี้จึงเกิดได้บ่อยครับ
เจ็บคอมีกี่แบบ
อาการเจ็บบริเวณคอที่พบได้มี 2 ชนิด คือ
1. อาการเจ็บคอภายในช่องคอ
2. อาการเจ็บคอภายนอกช่องคอ
1. อาการเจ็บคอภายในช่องคอ
แบ่งเป็น เจ็บคอหอยส่วนเหนือต่อลิ้นไก่ หรือบริเวณช่องคอหลังโพรงจมูก เจ็บคอหอยส่วนต่ำกว่าลิ้นไก่ เจ็บคอหอยส่วนต่ำกว่าฝาผิดกล่องเสียง เจ็บบริเวณกล่องเสียง
การเจ็บภายในช่องคอมักมีสาเหตุเกิดจาก การอักเสบติดเชื้อของช่องคอหลังโพรงจมูก ต่อมอะดีนอยด์ เยื่อบุผนังช่องคอ ต่อมทอนซิล และเพดานอ่อน
อาการของโรค
เริ่มจากการเจ็บภายในช่องคอซึ่งมักเกิดขึ้นรวดเร็ว เมื่อเกิดการติดเชื้อเด็กจะมีอาการเจ็บคอ มีไข้หนาวสั่น ครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่ว่าจะเกิดจากเชื้อโรคชนิดไหน จะมีอาการของโรคคล้ายๆ กัน คือ กลืนน้ำลายลำบาก มีน้ำลายและเยื่อเมือกคั่งค้างภายในลำคอในผู้ป่วยเด็กบางรายจะไม่ยอมอ้าปาก และจะมีอาการของต่อมน้ำเหลืองที่คอโตและเจ็บได้ โดยเฉพาะในเด็กนั้น คอจะอักเสบและแดงมากบริเวณเยื่อบุผนังคอหอย ลิ้นไก่ ต่อมทอนซิลในรายที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังมักพบร่วมกับวัณโรคปอด หรือซิฟิลิสครับ
อาการแทรกซ้อน
สาเหตุของโรคหรือการเจ็บในช่องคอ มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเกิดร่วมกับการอักเสบของช่องจมูก โพรงอากาศข้างจมูกหรือการอักเสบของหูชั้นกลาง ส่วนการเจ็บหรืออักเสบของช่องคอ ที่มีสาเหตุเกิดจากเชื้อโรคคอตีบพบลดลงครับ เนื่องจากมีวัคซีนป้องกันโรคนี้แล้ว
อาการแทรกซ้อนที่มีจากการเจ็บในช่องคอคือ การเกิดเป็นฝีหนองรอบๆ ต่อมทอนซิล การเกิดฝีหนองด้านหลังหรือข้างช่องคอ การเกิดการอักเสบของหูชั้นกลาง การอุดตันของทางเดินหายใจส่วนบนทำให้หายใจลำบาก
2. อาการเจ็บภายนอกช่องคอ
แบ่งเป็นอาการเจ็บจากการอักเสบของต่อมน้ำเหลือง อาการเจ็บจากการอักเสบของถุงน้ำที่มีมาแต่กำเนิด เจ็บต่อมน้ำลาย เจ็บต่อมไทรอยด์ พบได้บ่อยในเด็กเล็กๆ โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 4 ขวบ และมักเกิดขึ้นหลังจากอาการไข้หวัด หวัดลงคอ
อาการของโรค
เริ่มแรกที่เห็นได้ชัดในเด็กเล็กๆ คือ ไม่ยอมกินนม มีไข้สูง ชีพจรเต้นเร็ว และอาจมีเสียงเวลาหายใจเข้าออก เนื่องจากมีการอุดตันของทางเดินหายใจ ร้องกระวนกระวาย คอแข็งเกร็งเอียงไปทางด้านตรงข้ามกับด้านที่เกิดโรค และเมื่อตรวจดูในลำคอจะพบว่า ผนังของช่องคอด้านหลังมีลักษณะโป่งนูนมาก ทำให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณนี้อักเสบ และอาจมีอาการไตของต่อมน้ำเหลืองปรากฏขึ้นมาด้วย
อาการแทรกซ้อน
ถ้าไม่สามารถควบคุมการติดเชื้อได้ อาจมีอันตรายจากอาการแทรกซ้อนคือ ต่อมน้ำเหลืองที่โตขึ้น อาจแตกออกมาอยู่ในช่องหลังผนังคอหอย ซึ่งอยู่ข้างหน้าต่อกระดูกสันหลังส่วนลำคอ อาจเกิดอาการบาดเจ็บ เช่น การทะลุของผนังด้านหลังของช่องคอ ทำให้มีน้ำเหลืองมาคั่งอยู่ในช่องหลังของช่องคอ ซึ่งปัญหาแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุด คือ หนองจะแตกออกแล้วไหลเข้าไปในหลอดลมใหญ่ มีการสำลักลงปอด มีเลือดออก
สิ่งแปลกปลอมหรืออาการเหล่านี้ จะทำให้เกิดการอุดตันทางเดินหายใจส่วนล่าง ขาดอากาศหายใจ และติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งหากมีการติดเชื้อในกระแสเลือดแล้ว จะทำให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานผิดปกติ เช่น เกิดอาการไตวาย ตับวาย หรือการไหลเวียนของกระแสเลือดติดขัด และจะทำให้เสียชีวิตในที่สุดครับ
อาการแทรกซ้อนเหล่านี้ สามารถรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะครับ ในกรณีที่มีน้ำหนองไหลเข้าไปในปอด ก็จะมีการเคาะปอดเพื่อให้หนองไหลออกมาจากปอด หรือรักษาโดยวิธีเจาะหนองในกรณีที่เป็นฝีหนองในปอด หากมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง อาจต้องส่องกล้องตรวจดูหลอดลม และใส่ท่อเพื่อช่วยในการหายใจ
ดูแลหนูไม่ให้ติดเชื้อซ้ำซ้อน
เมื่อลูกติดเชื้อไม่สบาย สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำ นอกจากรีบรักษาอาการป่วยของลูกให้หายแล้ว ควรปฏิบัติดังนี้ครับ
1. เข้ารับการรักษาโรคตั้งแต่เกิดอาการเริ่มแรก ไม่ควรปล่อยให้อาการลุกลาม
2. เตรียมอาหารที่มีประโยชน์ให้ลูกรับประทานอย่างครบถ้วน งดอาหารที่จะทำให้อาการอักเสบเพิ่มมากขึ้น เช่น อาหารที่มีรสจัด หรืออาหารที่ไม่สะอาด ควรทานอาหารที่สุกใหม่
3. กรณีที่ได้รับยาปฏิชีวนะ ต้องดูแลและเคร่งครัดในการให้ลูกรับประทานยาครบถ้วนตามที่แพทย์สั่ง
4. ให้ลูกได้นอนหลับอย่างเพียงพอและออกกำลังกายให้พอเหมาะ
5. ระมัดระวังเรื่องสภาวะแวดล้อม และหลีกเลี่ยงจากผู้ป่วยอื่นๆ เพราะอาจเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนได้อีก
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 91 พฤษภาคม 2546 ]
วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554
พัฒนาการตัวอ่อน อายุครรภ์ 2 เดือน
ที่มา ภูมิปัญญาไทยกับการผดุงครรภ์ ชุดวิชา ธรรมานามัย สาขาวิทยาศาตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554
สัปดาห์ที่ 7 ทิพย์ตั้งครรภ์ ลูกคนที่สอง
หรือสัปดาห์ที่ห้าหลังจากไข่ผสมกับตัวอสุจิ ระยะนี้กระโหลกศีรษะ สมอง จมูก เลนส์ตา ลำไส้ ปอด พัฒนาอย่างรวดเร็ว แขนขาที่เริ่มเป็นแผ่นระยะนี้ตัวอ่อนจะยาว1/3-1/4 นิ้ว เริ่มมีการสร้างสายสะดือ umbilical cord เพื่อรับอาหารจากแม่ และขับของเสีย ในระยะนี้ต้องรับประทานอาหารที่ครบถ้วน ได้รับกรดโฟลิกและวิตามิน บี 12 ผู้ที่มีอาการต่อไปนี้ให้นึกถึงว่าท่านอาจจะตั้งครรภ์แฝด อาการดังกล่าวได้แก่
•น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว
•เท้าบวมน้ำ
•อ่อนเพลียมากกว่าปกติ
•มีอาการแพ้ท้องมากกว่าปกติ
การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายคุณแม่ ระยะนี้จะมีมูกมาปิดที่ปากมดลูกเพื่อป้องกันทารก
วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554
สัปดาห์ที่หก ของการตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2
ระยะนี้ตัวอ่อนจะเจริญอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะสมอง ท่อ neural tube จะปิด หัวใจเด็กเริ่มเต้นสูบฉีดเลือด กระดูกใบหน้าเริ่มมีเกือบครบ แขนขาเริ่มเป็นตุ่ม ระบบหายใจและทางเดินอาหารเริ่มเกิด เด็กจะมีขนาด1/4-1/6 นิ้ว

